วันศุกร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2561

ไปช่วยครูเพ็ญศรี กานุมาร สอน "ศาสตร์พระราชา" ด้วยการ "สนทนาเชิงรุก"

วันนี้ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๖๑ (ก่อนวันคล้ายวันเสด็จสวรรคตของในหลวง ร.๙ ๑ วัน) ผมตัดสินใจแบ่งเวลาไป "ทำดีเพื่อพ่อ" ในสิ่งที่ผมถนัดที่สุดอย่างหนึ่งคือ "การสนทนาเชิงรุก" (Active Conservation) (ผมตั้งชื่อเอง) กับนักเรียนแกนนำ ชั้นมัธยมศึกษาชั้น ม.๒ ของคุณครูเพื่อศิษย์อีสาน คุณครูเพ็ญศรี กานุมาร โรงเรียนนาสีนวนพิทยาสรรค์ จำนวน ๗ คน เป้าหมายคือ ทำให้พวกเขารู้จัก "ศาสตร์พระราชา" ภาคทฤษฎี ที่มีสอนกันทั่วไปผ่านสื่อต่างๆ

การสนทนาเชิงรุก

การสนทนาเชิงรุก เป็นการสอนแบบ Active Learning วิธีหนึ่ง ที่ผมชอบใช้เมื่อต้องการขับเคลื่อนองค์ความรู้ใหม่ให้กับผู้ไม่รู้ โดยเน้นให้ต่อยอดจากความรู้เดิมที่มี และใช้วิธีการ "รุก" ด้วย "คำถาม" พุ่งไปที่ตัวบุคคลด้วยการระบุชื่อ

๑) ละลายกำแพงที่มีให้มากที่สุด

เทคนิคนี้จำเป็นต้องละลายพฤติกรรมและจำชื่อและรู้จักนักเรียนทุกคนให้ได้ หากนักเรียนรู้จักกันดีอยู่แล้ว ดังเช่นวันนี้ที่นักเรียนทั้ง ๖ คน มาจากชั้นเรียนเดียวกัน (หนึ่งคนมาจากชั้น ม.๑) การละลายพฤติกรรมจึงไม่ใช่การทำให้เขารู้จักและผ่อนคลายระหว่างกัน แต่เป็นการละลายกำแพงกั้นระหว่างผมกับน้องๆ ต่างหาก

ผมใช้เทคนิคการ "สลับแนะนำเพื่อนฉันแบบฟันปลา" โดยให้บอกชื่อเล่นและอธิบายถึงความชอบหรือลักษณะเฉพาะของเพื่อนที่นั่งอยู่ตรงข้ามวง... สนุกสนานมาก  กิจกรรมนี้ทำให้ผมจำชื่อนักเรียนได้ภายในเวลาไม่กี่นาที  ซึ่งได้แก่ แพรว แนน ทีม แยม นุ๊ก บีม ฟิล์ม



๒) BAR ด้วยการระดมสมองลองตอบคำถาม ด้วยคำถาม "ศาสตร์พระราชาคืออะไร"

ศาสตร์พระราชาคืออะไร? โดยเน้นย้ำว่า "ไม่มีผิด ไม่มีถูก" ตอบได้ทุกอย่างตามที่ตนเข้าใจ ...ยกสถานการณ์ว่า หากมีน้องๆ ป.๖ มาถามว่า พี่ๆ ศาสตร์พระราชาคืออะไร เราจะต้องอย่างไร โดยเปิดให้ตอบโดยสมัครใจ ก่อนจะระบุชื่อ (เชิงรุก) ด้วยเงื่อนไขว่า ให้ตอบได้คนละ ๒ คำตอบได้ ... ผมจดคำตอบของนักเรียนไว้ในชาร์ทใบแรก ดังรูป


  • ส่วนใหญ่คำตอบในชาร์ทนี้ คือ ความรู้ในตัวของนักเรียนสดๆ ยกเว้น แก้ปัญหาที่จุดเล็ก ทำงานอย่างเป็นองค์รวม ที่ได้จากการสืบค้นผ่านมือถือ 

เมื่อถามว่า สิ่งที่ระดมสมองได้แต่ละข้อ เป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดี นักเรียนทุกคนตอบพร้อมกันว่าเป็นสิ่งที่ดี ผมขีดเส้นใต้ไปทีละข้อๆ  จนครบทุกอันแล้วสรุปว่า ศาสตร์พระราชา (สิ่งที่ในหลวงสอน) คือ "ความดี" นั่นเอง (... นี่คือการเติมไปสู่เป้าหมายของการสอน ตรงนี้เองที่ผมเรียกว่า การสอนเชิงรุก)

๓) เติมความรู้ด้วยการเล่าเรื่อง (Story Telling)


ผมเล่าเรื่องศาสตร์พระราชาที่เคยถอดบทเรียนไว้ที่นี่ พร้อมๆ กับการเขียนคำสำคัญไว้บนชาร์ท ได้ดังรูป

เมื่อเ

และสรุปเน้นประเด็นสำคัญ ได้แก่

  • ศาสตร์พระราชา คือ คำสอนหรือองค์ความรู้ของในหลวง และรวมถึงสิ่งต่างๆ ที่ในหลวงทรงทำเป็นแบบอย่าง เช่น โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริต่างๆ กว่า ๔,๐๐๐ โครงการ หรืออาจเรียกง่ายๆ ว่า "กิจที่ทรงทำ คำที่ทรงแนะ" (ดร.วิษณุ เครืองาม) 
  • ตัวอย่างศาสตร์พระราชาที่สำคัญๆ ได้แก่
    • แก้มลิง  ป้องกันน้ำหลากท่วม
    • ฝนหลวง แก้ปัญหาฝนแล้ง
    • แกล้งดิน แก้ปัญหาดินเปรี้ยว ... ผมเล่าเรื่องในหลวง ร.๙ แก้ปัญหาดินปรุที่นราธิวาส
    • กังหันน้ำชัยพัฒนา
    • หลักการทรงงาน ... ๒๓ ข้อที่ กปร. รวบรวมไว้  ... ผมเคยเขียนบันทึกไว้ที่นี่
    • ฯลฯ 
๔) มอบหมาย (ขยายความรู้) จากการทำชิ้นงาน 

เมื่อนักเรียนมี "พลัง" พร้อมเรียนรู้ด้วยตนเองก็สามารถศึกษาด้วยตนเองได้ โดยใช้การสืบค้นผ่านอินเตอร์เน็ต หรือเอกสารที่ครูเตรียมให้  สิ่งที่เรามอบหมายกันวันนี้คือ การศึกษาลงรายละเอียดเกี่ยวกับ หลักการทรงงาน ๒๓ ข้อ ที่ สำนักงาน กปร. รวบรวมไว้ ได้ผลดังภาพ 


๕) นำเสนอ 

การนำเสนอคือไฮไลท์ของการเรียนรู้ด้วยตนเอง สำหรับเด็กในยุค Gen Z  ผมใช้มือถือถ่ายทำไว้ ไม่สมบูรณ์มากนัก เพราะทำกันแค่เทคเดียว และไม่ได้ตัดต่อ  ... อย่างไรก็ตาม นี่คือความทรงจำที่ดีในการเรียนรู้ศาสตร์พระราชา ที่อยากนำมาบันทึกไว้ 


๖) พาไปศึกษาดูงาน เกษตรทฤษฎีใหม่

เนื่องจากโรงเรียนนาสีนวนพิทยาสรรค์ ตั้งอยู่ไม่ไกลจาก "สวนครูผู้เรียนรู้" ของ อ.ธวัช ชินราศรี ที่ผมเพิ่งจะแนะนำท่านผู้อ่านเมื่อวานนี้ (อ่านที่นี่) ผมจึงอาสาพานักเรียนไปดูตัวอย่างการทำการเกษตรทฤษฎีใหม่ตามรอยพ่อหลวง ... ผมพาเด็กๆ เดินรอบๆ และอธิบายตามที่ได้ฟังมาจากท่านอาจารย์ธวัช  ช่วงท้ายๆ ของการศึกษาดูงาน แม้ว่าท่านจะมีภารกิจมาก ยังรีบบึ่งรถมาด่วเพื่อพบเด็กๆ ... ต้องขอขอบคุณท่านมากๆ  

ผมออกแบบให้นักเรียนได้สนทนากับ "ครูผู้เรียนรู้" ด้วยการให้ตั้งคำถามคนละ ๑ คำถาม และบันทึกคลิปไว้ มาให้ดู 



จากการสังเกตและสนทนา ผม AAR ว่า วันนี้นักเรียนได้เรียนรู้เรื่อง "ศาสตร์พระราชา" และเกิดศรัทธาหรืออาจเรียกว่าความท้าทาย พอควรต่อการสืบสานพระราชปณิธานของในหลวงรัชกาลที่ ๙



วันพฤหัสบดีที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2561

ฅนค้นครู (๐๑) : ครูเพ็ญศรี ใจกล้า

วันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๖๑ ทีมงานขับเคลื่อนอิสระ "ฅนค้นครู" เดินทางไปเยี่ยมคุณครูเพ็ญศรี ใจกล้า ครูเพื่อศิษย์อีสาน ท่านแรก ที่เราได้มอบโล่เชิดชูในผลงานการ "ปรับวิธีเรียน เปลี่ยนวิธีสอน" ของท่านกับ โมเดล 3PBL (Three-PBLs) ที่ท่านทำอย่างต่อเนื่อง จนเกิดผลเป็นชีวิตที่ดีของศิษย์มากมาย

ผมคิดว่า เป็นเรื่องที่สะดวกมากกว่า และเผยแพร่ได้ง่าย เป็นที่นิยม และจะเข้าถึงเพื่อนครูที่สนใจมากกว่า หากทำเป็นรายการทาง Youtube  จะได้สามารถทำงานที่รักและมีคุณค่านี้ต่อไป พร้อมๆ กับงานประจำที่ต้องทำให้เต็มที่เต็มอุดมการณ์เช่นกัน

ได้คลิปมาฝากดังนี้ครับ




ไม่ได้หวังให้ท่านผู้อ่านผู้ดี รู้ว่าท่านทำอย่างไร สอนอย่างไร เพราะด้วย่เวลาแค่นี้คงไม่มีทางจำบรรลุได้  เพียงแต่หวังให้เกิดพลังจากภายในใจท่าน เกิดแรงบันดาลใจที่จะสืบค้นหรือไปเรียนรู้ว่า ครูเพ็ญศรีทำอย่างไร จึงสามารถสร้างนักเรียนที่กล้าคิด กล้าพูด กล้าทำ และมีภาวะผู้นำในตนเองมากมาย  ... แสน ธีระวุฒิ ศรีมังคละ ประธานชมรมต้นกล้าพันธุ์ ที่ขับเคลื่อนความดีอยู่ใน มมส. ขณะนี้ ก็ลูกศิษย์ท่านนั่นเอง

ฅนค้นครู (เกษตร) (๐๑) : อ.ธวัช ชินราศรี

วันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๖๑ ทีมขับเคลื่อนอิสระ "ฅนค้นครู" ไปเรียนรู้กับ อ.ธวัช ชินราศรี หนึ่งในอาจารย์ผู้สอนรายวิชา ๐๐๓๒๐๐๕ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สำนักศึกษาทั่วไป มหาวิทยาลัยมหาสารคาม  ...ได้คลิปเหล่านี้มาเผยแพร่ครับ

ท่านใดสนใจเชิญไปเรียนรู้กับท่านเองเถิดครับ ไม่ได้หวังว่าท่านจะรู้เรื่องเข้าใจ หรือได้อะไรจากคลิปนี้ แต่เป็นความประสงค์ดีที่จะแนะนำ เพราะท่าน อ.ธวัช เอง ท่านก็เป็นคนยินดีเผยแพร่แด่ผู้มีศรัทธาต่อการสืบสานพระราชปณิธาน ร.๙ ครับ





สิ่งที่ผมประทับใจ ได้เรียนรู้หลายอย่าง และเกิดแรงบันดาลใจมากขึ้น ที่ประทับใจที่สุด คือหลักการออม ๔ ประการ คือ ออมน้ำ ออมดิน ออมพืช ออมสัตว์ ดังจะอธิบายพอสังเขป ตามที่ตนเข้าใจจากการฟัง ดังนี้

๑) ออมน้ำ

ขั้นแรกต้องออมน้ำก่อน ท่าน "ทำให้ดู" ว่าเกษตรทฤษฎีใหม่ ใช้ได้จริง ท่านใช้ทฤษฎีนี้คำนวณว่าจะต้องขุดบ่อน้ำร้อยละ ๓๐ ของพื้นที่ โดยคำนวณว่า น้ำจะลดลงวันละ ๑ เซนติเมตร และเมื่อรู้ว่าตนเองจะต้องใช้น้ำวันละกี่ลิตร ต้นไม้แต่ละต้นต้องกินน้ำวันละหรือเดือนละกี่ลิตร (ท่านเรียนเกษตร เป็นอาจารย์สอนเกษตร) ท่านก็สามารถคิดคำนวณได้ว่า ต้องขุดลึกเพียงใด  เช่น ณ ที่แห่งนี้ "สวนครูผู้เรียนรู้" ท่านต้องขุดลึกถึง ๔ เมตรกว่า เพื่อให้ได้ปริมาณน้ำตามต้องการ

๒) ออมดิน

เมื่อมีน้ำ สิ่งที่ท่านให้ความสำคัญอันถัดมาคือการ รักษาและบำรุงดิน ด้วยการปลูกไม้ ๓ อย่าง ประโยชน์ ๔ อย่าง หรือก็คือปลูกป่า หญ้าไผ่ และไม้หลากหลายชนิด รักษาหน้าและเนื้อดิน ที่ท่านทำมากขณะนี้คือ การทำปุ๋ยหมักจากอินทรีย์วัตถุบำรุงดิน โดยเฉพาะการทำปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกลับกองตามสูตร วิศวะแม่โจ้ ๑ (สนใจคลิกที่นี่)

๓) ออมพืช

นอกจากจะออมพืชไปพร้อมๆ กับการออมดินด้วยการปลูกไม้ ๓ อย่าง ประโยชน์ ๔ อย่าง แล้ว ดินดีที่ได้จากการออม ท่านยังเอามาลงทุนปลูกพืชเศรษฐกิจที่กำลังเป็นที่นิยม คือ แตงเมลล่อน ดังที่เห็นในคลิปครับ ดินที่ใช้คือดินจากปุ๋ยหมักจากฟางข้าวที่ออมไว้กองละ ๖ เดือน

๔) ออมสัตว์

การออมสัตว์ทำให้วงจรของชีวิตสมบูรณ์และสมดุลภายใน การออมสัตว์จะให้ดอกเบี้ยงรายวันเป็นมูล เช่น มูลโค แพะ ฯลฯ เมื่อได้มูลโค ท่านเอาไปแช่น้ำปั้นหมาดไปเลี้ยงใส้เดือน เวลา ๑ เดือนผ่านไป มูลโคกะละมังละ ๘ กิโล จะกลายเป็นมูลใส้เดือน ๘ กิโล แถมยังได้ใส้เดือนเพิ่มขึ้นกะละมังละ ๑๐๐ ตัว ปุ๋ยเหล่านี้ที่ได้นี่เองที่ทำให้แตงเมลล่อนของท่านงามและสมบูรณ์ยิ่ง ....

ผมตั้งใจยิงคำถามที่ค่อนข้างเสียมารยาทเกี่ยวกับรายได้ แต่เพื่อจะใช้คลิปนี้สร้างแรงบันดาลใจ สำหรับนิสิตลูกชาวบ้าน (อย่างผม) ที่ยังพอมีที่นาที่ไร่ให้เก็บไว้ อย่าเพิ่งขาย เพราะโลกในยุคต่อไป ประเทศไทยจะเด่นเรื่องที่สุดเรื่องการผลิตอาหารสะอาด และใครที่มีชีวิตแบบนี้ จะมีเวลาและศรัทธาเดินสู่ทางสายเอกมากกว่า ... ผมเชื่อย่างนั้น

ท่านตอบสั้นๆ ว่า  ลองคิดง่ายๆ ลำพังแค่การเลี้ยงใส้เดือน เอามูลโคมาทำเป็นมูลใส้เดือน กะละมังหนึ่งก็ได้ ๕๐๐ บาท ต่อเดือน ผมลองนับดูคร่าวๆ มีอยู่ราวๆ อย่างน้อย ๒๐ กะละมัง ที่ท่านวางอยู่ที่พื้นและบนชั้นกรง ... แค่นี้ก็เดือนละ ๑๐,๐๐๐ บาท แล้ว

ตอนท้ายท่านยังบอกว่า เป็นนิสิตก็เรียนรู้ได้ ลองทำได้ เริ่มจากง่ายๆ ก่อน เช่น ไปหาตู้ลิ้นชักเก่าๆ มาลองเลี้ยงใส้เดือนขาย  หากตั้งใจจริง ทุกสิ่งสำเร็จได้ แต่สำคัญคือเราได้เรียนรู้

ไปเยี่ยมท่านครั้งนี้ ผมได้ประโยชน์สุด มีของดี ได้สิ่งที่ดี โอกาสที่ดี จึงนำมาแบ่งปันครับ

เจอกันใหม่ตอนต่อไปครับ




วันศุกร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2561

ข้อเสนอ "วิธีการจัดเก็บและจัดการขยะ" สำหรับนิสิต มมส.และเทศบาลท่าขอนยาง

เดือนตุลาคม ๒๕๖๐ ผมมีโอกาสได้ไปศึกษาดูงานและเรียนรู้วิธีการจัดการขยะของชุมชน "บ้านหัวถนน" และได้ "ถอดบทเรียน" ไว้ที่นี่ ตั้งแต่นั้นมา บ้านเราก็เริ่มแยกขยะ ผลของการลงมือทำด้วยตนเองค่อยๆ เพิ่มความมั่นใจ ให้เกิดความตั้งใจที่จะเรียนรู้ภาคปฏิบัติกับการจัดการขยะของชุมชนเทศบาลท่านยาง ซึ่งประชากรส่วนใหญ่คือนิสิต มมส. ... ขอเสนอแนวทางจัดเก็บและจัดการขยะ ดังนี้

๑) แยกขยะให้ได้

การแยกขยะ หลีกเลี่ยงไม่ได้ เป็นเหมือนประตูบานแรกและบานเดียวที่จะนำไปสู่การ "ลดขยะ" (Reduce)  นิสิต มมส. ประชาชน คนหอพัก ครัวเรือน ร้านค้า ร้านอาหาร ทุกคนสร้างขยะต้องหันมาแยกขยะกันอย่างจริงจัง  โดยวิธีที่ง่าย ๓ ขั้นการตัดสินใจ ดังนี้

  • ข้้นที่ ๑ ตัดสินใจว่า จะก่อขยะหรือไม่ก่อขยะ
    • จะไม่ใช้...เพราะหากใช้ไปแล้วจะทำให้เกิดขยะ ก็คือ ลดปริมาณการใช้สิ่งใดๆ ที่จะทำให้เกิดขยะ หรือ (Reduce)
    • จะใช้... เพราะจำเป็น ใช้แล้วสะดวกดี คุ้มค่า
  • ขั้นที่ ๒ ตัดสินใจว่า มันคือขยะหรือไม่ใช่ขยะ
    • ไม่ใช่ขยะ... มันไม่ใช่ขยะ สามารถนำมาใช้ใหม่ (Reuse) ได้ เช่น ถุงก๊อปแก็บที่ยังไม่เปอะเปื้อน กระดาษหน้าเดียว  ขวดโหล ขวดขุ่น ฯลฯ 
    • ใช่ขยะ มันคือขยะ ...ต้องจัดเก็บหรือจัดการ
  • ขั้นที่ ๓ ตัดสินใจว่า มันคือขยะประเภทใดจะจัดการอย่างไร 
    • มันอันตรายไหม เป็นสายเคมี แบตเตอรี่ หลอดไฟ หรืออะไรที่เป็นสารพิษ ถ้าใช่ เรียกว่า ขยะอันตราย ...ทิ้งในกระปุก
    • มันย่อยสลายได้ไหม ถ้าได้ เรียกว่า ขยะอินทรีย์  ... ทิ้งในถัง
    • ถ้ามันย่อยสลายไม่ได้  เก็บไว้ขายได้ไหม ถ้าได้ เรียกว่า ขยะรีไซเคิล (Recycle) ...ทิ้งในลัง
    • ถ้าย่อยสลายไม่ได้ เก็บไว้ขายก็ไม่ได้ เรียกว่าขยะทั่วไป ตัดสินใจต่อไปว่า 
      • แห้งไหม ... ถ้าแห้งให้ทิ้งในถุง 
      • ไม่แห้ง ให้ล้าง คว่ำ ตากไว้ ให้แห้ง แล้วทิ้งในถุง 
การลงมือทำด้วยตนเอง ทำให้รู้ว่า สิ่งที่ชุมชนบ้านหัวถนนบอกนั้นเป็นจริง  ขยะอินทรีย์จะมีปริมาณคิดเป็นประมาณร้อยละ ๘๐ ของขยะทั้งหมด ทำให้สามารถลดภาระการจัดเก็บไปได้มากๆ  จึงขอเสนอวิธีการแยกขยะดังที่กล่าวมา (ดูรูปประกอบ)


๒) ทิ้งขยะแบบ "รู้กัน"

การทิ้งขยะแบบ "รู้กัน" คือ การทิ้งขยะแบบที่ผู้จัดเก็บขยะหรือผู้จัดการขยะ "รู้เรื่อง" และสะดวกต่อผู้จัดเก็บและง่ายต่อการนำไปจัดการ ขอเสนอวิธีด้ังนี้ (ดูภาพประกอบ)
  • ขยะอินทรีย์ ให้ทิ้งลงถังใบเล็กๆ (ที่บ้านใช้ถังพลาสติกที่เคยใส่ข้าวโพดคั่ว) ขนาดหนักสัก ๑-๒ กิโลกรัมเศษอาหาร  วางไว้ข้างๆ ซิงค์ล้างจาน ทุกวันตอนเย็นหรือเมื่อเต็ม ให้เอาไปทิ้งเก็บไว้ในถังพลาสติกดำขนาด (๑๐๐ ลิตร) ซึ่งมีฝาปิดมิดชิด 
    • หากอยากหมักเป็นปุ๋ยน้ำหมัก ให้ใส่เศษใบไม้และกากน้ำตายด้วย 
    • หากไม่อยากยุ่งยาก ก็ให้เก็บไว้ไปฝังดินเป็นปุ๋ยหมัก (ตรงนี้แหละที่เทศบาลน่าจะมีรถมาเก็บทุกวัน)
  • ขยะรีไซเคิล ส่วนใหญ่ คือ ขวดพลาสติกใส (พลาสติกขุ่น ต้นทุนกระบวนการรีฯ แพง เขาจึงไม่ซื้อ) ขวดแก้ว กระดาษทุกชนิด และโลหะต่างๆ  ให้ทิ้งในลัง  ดังนี้ 
    • ลังกระดาษใบใหญ่ๆ  ไว้สำหรับเก็บกระดาษทุกชนิด  (เก็บรวมกันได้เลย ตอนเขามารับซื้อถึงบ้าน เขาจะแยกชั่งเอง)
    • ขวดพลาสติกใส ให้ทิ้งในลัง.... ทิ้งในลังไม้ (ผมใช้ลังไม้หวาย หรือ ถุงผ้าดางแหล่ ...ฮา ดูรูป) เพราะเวลาเราทิ้งขวดมักจะเปียกอยู่ ให้มันระบายแห้งเอง
  • ขยะทั่วไป ล้างตากให้แห้งแล้วทิ้งในถุง อาจเป็นถุงดำหรือถุงขยะที่เขาเรียกว่า "ถุงขยะ"  สำคัญคือ ต้องตากให้แห้ง  ขยะส่วนใหญ่ในยุคซื้อกินแบบนี้ โดยเฉพาะนิสิตที่ไม่ได้ทำกำข้าวเอง จะก่อขยะแบบนี้เยอะ  ปัญหาคือ ถุงใส่อาหารเหล่านี้ มักถูกทิ้งเลยทั้งๆ ที่ยังเปียก  (ที่บ้านเราล้างตากเหมือนจาน โดยใช้น้ำยาล้างจานราคาถูกแบบถังใหญ่) เมื่อแห้งแล้วก็เก็บไปทิ้งกับที่ทิ้งขยะ คนเก็บขยะนำไปเผาได้เลย 
  • ขยะอันตรายให้ทิ้งในกระปุกพลาสติก ที่ปิดมิดชิด  เมื่อได้ปริมาณหนึ่งก็ให้เอาไปทิ้งที่ๆ เขาจัดเว้ต่างหาก เพื่อนไปทำลายอย่างถูกวิธีต่อไป 

๓) เทศบาลจัดเก็บและจัดการอย่างเป็นระบบ

สมมติว่า เราสามารถทำให้นิสิต มมส. มีวิธีการคัดแยกและทิ้งขยะแบบที่ผ่านมา ต่อไป ต้องขอเสนอเทศบาลบ้านท่าขอนยางให้ดำเนินการดังต่อไปนี้ 


  • ขยะอินทรีย์ 
    • จัดหาพื้นที่ฝังกลบขยะอินทรีย์ที่ไม่ไกล  อาจจะรับอาสาสมัครใจจากชาวบ้าน เพราะชาวบ้านจะได้ประโยชน์มาก ที่นา ที่สวน จะได้ปุ๋ย 
    • จัดให้ทุกบ้าน ทุกครัวเรือน ทุกหอพัก ทิ้งขยะอินทรย์ในถังดำ
    • มีรถจัดเก็บขยะอินทรีย์ทุกวันเช้า-เย็น 
  • ขยะทั่วไป  
    • เนื่องจากปริมาณขยะจะลดลงมากแล้ว เพราะแยกขยะอินทรีย์ออกไป  ดังนั้น จัดให้มีรถจัดเก็บเพียง ๒ วันต่อสัปดาห์ คือ อังคารและศุกร์ 
    • จัดสร้างเตาเผาขยะหรือโรงเผาขยะ เพื่อเผาขยะทันทีที่นำขยะไปถึง
  • ขยะรีไซเคิล
    • จัดให้มีการรับซื้อขยะราคาดี มีที่ติดต่อให้ไปรับซื้อถึงที่ โดยกำหนดว่าต้องมีน้ำหนักเท่าใดๆ เป็นต้น 
  • ขยะอันตราย ให้จัดเก็บเดือนละครั้งก็พอ เช่น เก็บวันพุธสุดท้ายของเดือน เป็นต้น  เพื่อนำไปทิ้งหรือทำลายอย่างถูกต้องปลอดภัย 
๔) วิธีการทำให้งานนี้ให้สำเร็จ
  • สามัคคีรวมพลัง  สำนักศึกษาทั่วไป จะเป็นผู้ประสานงาน ให้ผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญ นิสิต บุคลากร ผู้นำชุมชน ชุมชน และคนก่อขยะทั้งมวล มาคุยกันให้เกิดแนวทางที่เห็นสมควรร่วมกัน 
  • รายวิชาศึกษาทั่วไปที่เกี่ยวข้อง ต้องเข้ามามีส่วนร่วมอย่างจริงจัง 
  • อาจารย์ผู้สอนรายวิชาศึกษาทั่วไป ต้องช่วยกันพูด ช่วยกันคุย ช่วยกันบอก ให้นิสิตเราเอาจริงเรื่องนี้ 
  • รายวิชาหนึ่งหลักสูตรหนึ่งชุมชน ควรจะรวมพลังกันจัดการเรื่องนี้ในปีการศึกษาที่ ๒-๒๕๖๑ นี้ 
ตั้งใจจริงๆ ว่าจะลุยไปแบบนี้ ท่านว่าดีไหมครับ 

 (ถังหมักปุ๋ยน้ำ)

(เพิ่งจะขายไป ได้เงินมา ๑๐ บาท) 

วันเสาร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2561

บ้านสวนขวัญข้าว ๕ "ผลลัพธ์-ขวัญรู้จักพืช ๑๐ ชนิด"

เกือบ ๘ เดือนแล้วของการเรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่ภาคปฏิบัติ มีทั้งความสำเร็จและยังไม่สำเร็จหลายๆ อย่าง  วิธีหนึ่งในการดำเนินชีวิตให้มีความสุขคือ มองไปที่ความสำเร็จแล้วค่อยๆ ขยายความสำเร็จนั้น  บันทึกนี้ "เดินตาม" วิธีคิดนี้ ... มีความสำเร็จเล็กๆ ที่ควรแชร์ความภูมิใจไปยังผู้เกี่ยวข้อง เป้าหมายหลักของ "บ้านสวนขวัญข้าว" คือ เป็นแหล่งเรียนรู้พัฒนาทักษะ EF  สำหรับ "ขวัญและข้าว" เริ่มให้ผลบ้างแล้ว ...

ก่อนจะเล่าต่อไป ขอใช้ภาพเล่าเรื่อง ความเปลี่ยนไปของแปลงเกษตรทฤษฎีใหม่ ในระยะ ๑ เดือนที่ผ่านมา (อ่านบันทึกที่แล้วที่นี่)

ประมาณ มีนาคม ๒๕๖๑

สิงหาคม ๒๕๖๑

กันยายน ๒๕๖๑
สิ่งที่อยากบอกต่อ
  • การปลูกแฝกเพื่อกันดินพังทลาย ได้ผลดีในระดับที่พอใจมาก แนะนำให้ปลูกต้นพฤษภาคมหากมีน้ำซับ (น้ำใต้ดิน)  แต่หากไม่มีให้เริ่มปลูกเมื่อฝนมา (ช่วงต้นมิถุนายน)  ...  แปลงนี้ผมปลูกช่วงเมษายน ตายไปกว่าร้อยละ ๗๐ ต้องมาปลูกเพิ่มภายหลัง 
  • แฝกมี สองพันธุ์หลักๆ คือ แฝกลุ่มและแฝกดอน แฝกดอนลำต้นจะอยู่ใต้ดินส่วนแฝกลุ่มลำต้นเหมือนอ้อย แตกเป็นกอสูง แฝกลุ่มทนน้ำขัง แฝกดอนใบหอมหว่า แฝกลุ่มรากยาวกว่า ... แปลงนี้ส่วนใหญ่ปลูกแฝกลุ่ม แฝกดอนก็มีเหมือนกัน เพื่อนท่านใดสนใจ มาขุดแบ่งไปปลูกเองนะครับ (ฟรี)
ผลลัพธ์-ขวัญรู้จักพืช ๑๐ ชนิด

ภาคเรียนนี้ เราสามพ่อลูกมีกิจกรรมเรียนรู้ที่บ้านสวนขวัญข้าวทุกวันจันทร์และวันพฤหัสบดี พ่อไปรับที่โรงเรียน แวะซื้อเสบียงข้างทาง แล้วตรงไปที่บ้านสวนทันที เรามีเวลาประมาณ ๑ ช.ม. ๓๐ นาทีที่นั่น กิจกรรมส่วนใหญ่ยังไม่เกี่ยวกับพืชผักต้นไม้อะไรเลย  "ตัวโต" ชอบดูคลิป "ตัวเล็ก" ชอบขยำดินเล่น เล่นฟุตบอล เล่นฮูลาฮูป ฯลฯ ก่อนจะเดินรอบสวนดูผักพืชและกบ เป็นจบกิจกรรม 

วันจันทร์ที่ผ่านมา ขณะเดินทางกลับ ผมเล่นเกม "ปุจฉา-วิสัชนา" ด้วยคำถามว่า "จงบอกชื่อพืชผักต้นไม้ที่รู้จักในบ้านสวนมาอย่างน้อย ๑๐ ชนิด"  ขวัญตอบได้ ... ผมภูมิใจ เป็นแรงบันดาลใจให้เขียนบันทึกนี้ 

จำได้ว่า ขวัญบอกว่า กล้วย  ข้าวโพด ผักบุ้ง คะน้า มะม่วง มะนาว แฝก ข้าว ตะไคร้ ... แต่เมื่อถามว่าถ้าเป็น ๒๐ ชนิดไหวไหม  ขวัญบอกไม่ได้ จึงช่วยกันลิสท์ต่อได้ ชมพู่ ฝรั่ง ลิ้นฟ้าหรือเพกา มะรุม ไผ่ แก้วมังกร ขนุน มะกอกซาอุ ข่า ม่อน บวบ แมงลัก โหรพา....  (ไม่ได้นับว่าได้เท่าไหร่)

ความจริง เด็ก ป.๑ รู้จักพืช ๑๐ ชนิดนั้น เป็นเรื่องขี้ปะติ๋ว เป็นเรื่องธรรมดา แต่ผมค่อนข้างมั่นใจว่า เขารู้จากประสบการณ์จริงๆ นึกภาพในหัวได้ หากเอาพืชผักต้นไม้นั้นๆ มาวางตรงหน้า ขวัญจะบอกได้แน่ว่านั่นต้นอะไร 

ขอลาไปก่อนครับ 









วันเสาร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2561

เรียนรู้การทรงงานจาก ประสบการณ์ ม.จ.ภีศเดช รัชนี

ช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ๖๑ ที่ผ่านมา ภรรยาซื้อหนังสือ "ชีวิตเสี่ยง ๆ " ของ ภ. ณ ประมวญมารค (ชีวิตของหม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี บนดิน บนทะเล บนดอย) ระหว่างที่เราไปเที่ยวโครงการหลวงดอยอินทนนท์ ... อ่านจบรอบแรกแบบแทบไม่วาง  มาตามอ่านละเอียดรอบสองอีกที ... อยากนำสิ่งดี ๆ มาแบ่งปันครับ หรือถ้าจะให้ดีเชิญท่านหาหนังสือเล่มนี้ ที่ "ท่านภี" เขียนเองมาอ่านกันครับ





เนื่องจากมีบทความหรือบทเรียนเกี่ยวกับประสบการณ์ของหม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี เผยแพร่อออนไลน์หลายที่หลายแห่ง (ค้นทาง google ได้ไม่ยาก) จึงขอกล่าวไว้เฉพาะส่วนที่ประทับใจในมุมมองของตน ดังนี้ครับ 
  • ท่านปลูกต้นไม้ไม่เป็น ไม่ได้เรียนเกษตร แต่ในหลวงทรงเลือกท่านมาทำงานใหญ่ และท่านก็ไม่ทำให้ผิดหวัง  พลิกไร่ฝิ่นเป็นไร่กาแฟ ไร่สตรอบอรี่ และผลไม้เมืองหนาว ดังจะได้กล่าวต่อไป ... อีกท่านหนึ่งที่ถวายงานด้านการเกษตรแต่ไม่ได้จบเกษตร และประสบผลสำเร็จมากในการช่วยเหลือเกษตรกรทั่วประเทศมาก คือ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขานุการมูลนิธิชัยพัฒนา
  • ตอนเป็นนักเรียน ท่านไม่ใช่นักเรียนแถวหน้าแบบเก่งวิชาการ แต่มีทักษะทางร่างกายและการลงมือทำมาก เช่น ท่านขี้ม้าเป็นเองโดยไม่ต้องมีผู้สอน เก่งเรื่องกีฬามาก  เก่งสควอชมากจนเป็นตัวแทนของทีมมหาวิทบาลัย ช่วงที่ท่านเรียนที่อังกฤษเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒  ท่านสมัครเป็นทหารอังกฤษและเข้ารับการฝึกเพื่อเป็นสายลับ และมาปฏิบัติการเป็นสายลับ "เสรีไทย" ... ซึ่งทำให้ประเทศไทยไม่ต้องชดใช้ค่าแพ้สงครามในเวลาต่อมา 
  • ตอนไปฝึกที่อินเดีย ท่านใช้ปืนยิงนกเขาด้วยหวังจะได้ ๒ ประโยชน์ด้วยกระทำเดียว คือ ได้ฝึกยิงเป้าและได้อาหาร แต่ขณะคลานเข้าไปเก็บซากนก ไม้กลับดีดใส่ไปที่ตาข้างหนึ่งของท่านทำให้มองไม่ชัด เหตุให้ต้องมาผ่าตัดรักษาในเวลาต่อมา 
  • วันหนึ่งท่านซื้อไก่มาไว้ในค่ายทหาร แล้วป้อนให้ไก่กินกระเทียมเป็นอันมาก เมื่อจะเลิกค่าย จำต้องฆ่ามาทำหาร ท่านพบว่า รสชาดของไก่เหมือนมีกระเทียมในเนื้อด้วย อร่อยมาก ... ท่านเล่าว่า หลังจากตัดหัวไก่แล้ว ต้องช่วยกันไล่ตะคุบตัวไก่ที่วิ่งไปโดยไม่มีหัว
  • อีกชนิดกีฬาที่หม่อมเจ้าภีศเดช ทรงประปรีชามากคือ การแล่นเรือใบ เท่าที่อ่าน ท่านดูจะคลั่งไคล้สุดๆ  ทรงเรือใบข้ามน้ำข้ามทะเล ใกล้ไกล ไปถึงหัวหิน ... เรื่องนี้ต้องอ่านเองครับ เพราะสมชื่อหนังสือ "ชีวิตเสี่ยงๆ " จริง ๆ ครับ 
  • หลังจากสงครามเลิกไป ท่านกลับมาเมืองไทย ได้งานที่บริษัทเชลล์ และเจริญก้าวหน้าตลอดมาจนได้เป็นผู้จัดการฝ่ายโฆษณา ก่อนจะมาถวายงานในหลวง ร.๙ ในฐานะผู้อำนวยการโครงการหลวง ที่ทราบกัน 
  • ครั้งหนึ่งขณะที่ในหลวงกำลังพายเรือกรรเชียง ม.จ.ภีศเดช ได้แล่นเรือใบเล็ก ๆ แข่ง  วันหนึ่งในหลวง ร.๙ มีรับสั่งให้ท่านเข้าเฝ้าที่วันสวนจิตรลดา และมีพระราชประสงค์จะแล่นเรือใบบ้างแต่ต้องเป็นเรือที่ทรงต่อเอง  พระองค์ทรงเรียนวิชาช่างไม้ที่สวิสแต่ไม่เคยต่อเรือ วันถัดมาจึงทรงเริ่มต่อเรือใบ ทรงตั้งชื่อต่อว่า "ราชะปะแตน"  ตั้งแต่นั้นท่านก็รับหน้าที่ถวายคำแนะนำเกี่ยวกับการแล่นเรือใบ และถวายงานการจัดการแข่งขันเรือใบ กลายเป็นสโมสรซึ่งทรงตั้งชื่อ "ราชวรุณ" ในเวลาต่อมา... นี่เองที่ทำให้เราเห็นภาพในหลวงทรงฉายภาพร่วมกับหม่อมเจ้าภีศเดชอยู่มากมายเมื่อเราสืบค้น 
  • โครงการแรกที่หม่อมเจ้าภีศเดชถวายงานคือ การปลูกต้นไม้ที่หาดทรายใหญ่ หัวหิน ซึ่งตอนนั้นเป็นที่ราบกว้างใหญ่ขนาด ๘๐ ไร่ มีภูเขาล้อมรอบ เนื้อที่เป็นทราย ขาดอาหารพืช ไม่มีน้ำ  ท่านใช้วิธีการพูดกับลูกพี่ลูกน้องท่านชื่อ ม.ร.ว.ชวนิศนดาการ อาจารย์แผนกสัตวบาล ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  ความร่วมมือของอาจารย์ ม.เกษตรฯ ทั้งแผนกดิน น้ำ ต้นไม้ใหญ่ พืชไร่พืชสวน ทำให้ในไม่ช้า ก็สำเร็จ 
  • ต่อมา ขณะที่ในหลวง ร.๙ ทรงส่งไปดูงานของ ตชด. ที่ป่าละอู ขณะบินด้วยเฮริค็อปเตอร์ พบที่ราบขนาดใหญ่ ไม่มีอะไรนอกจากป่าหล็อมแหล็ม จึงทรงมอบให้ทำโครงการหนองพลับ 
  • ตอนเริ่มต้นโครงการหนองพลับ ปี พ.ศ. ๒๕๑๒ กรมพัฒนาที่ดินเชิญชาวบ้านมาประชุม ชาวบ้านนั่งกับพื้น ที่แถวหน้ามีเก้าอี้เรียงอยู่ ท่านระลึกถึงว่า ในหลวง ร.๙ ที่ทรงประทับกับพื้นตรงหน้าพสกนิกร  ท่านเลยทำแบบนั้นบ้าง ไม่นั่งเก้าอี้ที่เตรียมไว้ และได้ยึดถือเป็นหลักปฏิบัติของท่านตลอดมา 
  • วิธีการของโครงการหลวง คือ ๑) วิจัย หาผัก ดอกไม้ พืชไร่ มาปลูกบนดอย ๒) สอนให้ชาวเขาปลูกพืชเหล่านั้น ๓) ขนเอาผลผลิตไปขาย ๔) ขายได้เท่าไหร่ให้หักค่าใช้จ่ายของ ๕) ปิดทองหลังพระ ๖) ทำงานอย่างลดขั้นตอน ๗) เมื่อต้องคุยกันให้ตั้งวงคุยกันแบบเพื่อน ๆ  .... วิธี ๗ ประการนี้กับความร่วมมือของ ๓ ม. คือ ม.ก. (ม.เกษตรฯ ) ม.ช. (ม.เชียงใหม่) และ ม.จ. (ม.แม่โจ้) และ ม.จ. (๑ หม่อมเจ้า) ทำให้โครงการหลวงสำเร็จประโยชน์ต่อชาวเขาอย่างงดงามในเวลาต่อมา 
  • การสะพายเป้เดินขึ้นลงเขา เป็นกิจวัตรของหม่อมเจ้าภีศเดช และไม่อาจจะคำนวณนับระยะทางเดินเขาของท่านได้ 
  • ความคิดในการนำกาแฟต้นแรก (อาราบิก้า) มาปลูกในประเทศไทยมาจากฝรั่งชาวออสเตรเลีย วันหนึ่งขณะท่านนั่งดื่มเบียร์อยู่ที่โรงแรมรินคำ กรุงเทพฯ เมื่อฝรั่งท่านนั้นทราบว่าหม่อมเจ้าภีศเดชทำงานให้กับโครงการหลวง จึงแนะนำให้นำกาแฟอาราบิก้ามาปลูก ตอนนั้นท่านฟังจากเจ้าหน้าที่กรมการเกษตรว่า เขาปลูกที่ศีลังกา  
  • การปลูกกาแฟครั้งแรก เริ่มกันที่หนองหล่ม จ.เชียงใหม่ ผลคือกาแฟทั้งไร่ตายหมดเหลือเพียงต้นเดียวหรือสองต้น(ในหนังสือเล่มนี้ท่านใช้คำว่า "ต้นไม้ ๒ ต้น" ส่วน พล.ต.เอก วิสิษฐ์ เดชกุญชร บอกว่าใช้คำว่า "กาแฟต้นเดียว") เมื่อคราวในหลวง ร.๙ ทรงเสด็จเยี่ยมชาวเขา หม่อมเจ้าภีศเดช ได้ทูลเชิญให้เสด็จเดินไปต่ออีก ๑ กิโลเมตร หลังจากที่ผ่านมาแล้ว ๕ กิโลเมตร สรุปทรงเสด็จไปกลับวันนั้น ๑๒ กิโลเมตร  ทำให้ข้าราชบวิพาลวังในที่ไม่เข้าใจไม่พอใจอย่างยิ่งซึ่งรวมถึง พล.ต.อ.วิสิษฐ์ ด้วย เมื่อทรงทราบ จึงเรียกให้เข้าพบภายหลังและบอกให้ทราบว่า การเสด็จไปทำให้ชาวเขาหันมาสนใจและให้ความสำคัญ และเรียนรู้การปลูกและดูแลกาแฟอย่างดี จนปีต่อมาประสบความสำเร็จทำรายได้ให้กับชาวเขาอย่างงดงาม 
  • ส่วนหม่อมเจ้าภีศเดช ทรงมาแก้เผ็ดนางสนองพระโอษฐ์ ที่ต่อว่าท่านคราวนั้น โดยการตุ๋นเนื้อสุนัขให้กินแล้วมาเฉลยในภายหลัง ....ฮา ...อ่านแล้วสนุกมากครับ ..
  • กองพล ๙๓ ของเจียง ไคเชก ซึ่งแพ้ต่อเหมาเจ๋อตุง จนต้องถอยร่นลงมา  ส่วนหนึ่งได้ถอยเข้าไปอยู่ในเขตแดนพม่า  ต่อมาพม่อไม่ยอมส่งทหารเข้ารบขับไร่  จึงถอยร่อนมารบกันแถวดอยอ่างขาง ชาวเขาเผ่าแม้ว มูเซอ ที่มีบ้านอยู่เต็มดอยเลยต้องถอยหนีลงไปอยู่ตีนดอย
  • ทหารของเจียง ไครเชก ไปปักหลักอยู่ ทางใต้ของดอยอ่างขาง (เข้าใจว่าเป็นระหว่างกลางทางขึ้นดอย) ทำให้มูเซอที่ที่ถอยนี้ไปทางใต้กลับขึ้นดอยไม่ได้ จึิงทิ้งที่ว่างกลางดอยอ่างขางไว้กว่า ๑,๐๐๐ ไร่ 
  • วันหนึ่งขณะที่เสนาธิการทหารบกของจีนและเอกอัคราชฑูตจีนเข้าเฝ้า ในหลวงรับสั่งเกี่ยวกับการนำผลไม้เมืองหนาวมาปลูกบนดอย ฑูตจีนจึงทูลว่า เมื่อกองทัพของเจียง ไคเชก ถอยทับไปอยู่ที่เกาะไต้หวันซึ่งอยู่ในเขตร้อนเหมือนไทย ได้ให้ทหารขุดดินและแซะหินทำถนนข้ามภูเขาจากตะวันตกไปตะวันออก กลางทางพบที่อาการหนาวจึงทำการศึกษาวิจัยการเพาะปลูกผลไม้เมืองหนาว นำโดย ดร.ซุน ซึ่งศึกษาเรื่องนี้มาจากญี่ปุ่น ดร.ซุนทำสำเร็จ สามารถปลูกผลไม้เมืองหนาวได้ทุกชนิด  ต่อมาใต้หวันได้ส่ง ดร.ซุน มาตรวจแลแนะนำบนดอย 
  • ดร.ซุน เห็นต้นก่อขึ้น ก็ตกใจ ร้องว่า เอามาปลูกเห็ดหอมได้ แล้วส่งเชื้อเห็ดมาให้ อาจารย์สืบศักดิ์ฝังลงไปในท่อนไม้ก่อ  ปีหนึ่งผ่านไป ไม่มีอะไรเกิดขึ้น อาจารย์สืบศักดิ์จึงโยนท่อนไม้นั้นทิ้งไปข้างนอก ปรากฎตอนเช้ามีดอกเห็ดหอมงอกออกมา ปีต่อมาประเทศไทยก็มีการผลิตเห็ดหอมเป็นการค้า ...  ประเด็นคือ เห็ดหอมที่เรากินอยู่ทุกวัน ก็มีจุดกำเนิดมาจากโครงการหลวงที่ดอยเช่นกัน 
  • วันแรกที่ไปสำรวจดอยอ่างขาง (เป็นวันเสาร์) หม่อมเจ้าภีศเดชไปกับเจ้าหน้าเกษตรรวม ๗ คน พบเนื้อที่ๆ สามารถเพาะปลูกได้ ๒๐,๐๐๐ ไร่ เป็นเขา ๑,๐๐๐ ไร่ มีอากาศหนาวจัด (หนาวที่สุดในประเทศไทย) สูงจากน้ำทะเล ๔,๐๐๐ ฟุต ตอนขากลับกลับ ๖ คน ... หม่อมเจ้าภีศเดชทรงคิดว่า หากจะมาทำงานสำคัญที่นี่จะต้องผูกมิตรกับมูเซอ จึงไปขอนอนกับพ่อหลวง (ผู้ใหญ่บ้าน) ชื่อ จะหลู ซึ่งก็ยินดีต้อนรับ 
  • (เลิฟซีน) บ้านจะหลู มีผัวเมียอยู่กันหลายคู่ภายในห้องใหญ่ห้องเดียว มีกองไฟตรงกลาง ข้างบนเป็นชั้นเก็บผลิตผลทางการเกษตร ควันไฟจะไล่มอดแมลงไปไม่มีปัญหา เวลานอนจะหันหัวเข้าผนังไม้ไผ่ ... เมื่อนอนได้สักพัก บ้านก็เขย่าโยกเป็นจังหวะ ไม่นานทุกๆ จุดรอบๆ บ้านก็ถูกเขย่าโยกเป็นจังหวะตามมา 
  • (จะหลูผู้รักภรรยา)  วันหนึ่งมีการจัดงานของโครงการหลวงและได้ชวนจะหลูไปร่วมงานด้วย  ถึงกำหนดวันกลับ ภรรยาของจะหลูทำอาหารไว้รอ แต่มีเหตุบางประการที่ทำให้จะหลูกลับมาช้า ๒ วัน จะหลูกลัวภรรยาจะเสียใจจึงกินอาหารนั้นจนหมดแม้จะรู้ว่าอาหารนั้นเสียแล้ว และเสียชีวิตไปในคืนนั้น
  • หมู่บ้านชาวเขาที่ในหลวง ร.๙ เสด็จเป็นแห่งอยู่บนดอยชื่อดอยจอมหด อำเภอพร้าว แม่ฮ่องสอน เมื่อผู้ใหญ่บ้าน (เขาจะเรียกผู้ใหญ่บ้านว่าพ่อหลวง) เอาที่นอนมาปูพื้นให้ประทับแล้วก็เอาเหล้าอย่างแรงที่ทำเองรินใส่ถ้วยที่เห็นชัดว่าไม่สะอาดถวาย หม่อมเจ้าภีศเดชกระซิบว่า ให้ทรงทำเป็นเสวยแล้วส่งมาให้ท่าน แต่ทรงเสวยเองจนหมด ... ครั้งนั้นท่านถูกต่อว่าจากนางสนองพระโอษฐ์ว่าเป็นต้นเหตุให้ในหลวง ทรงต้องเสวยจากภาชนะสกปรก
  • อีกเหตุการณ์เกิดขึ้นที่ หมู่บ้านแสนคำลือ แม่ฮ่องสอน ในคราวที่ในหลวงเสด็จเยี่ยมชาวเขาเผ่ามูเซอแดง  พ่อหลวงแสนคำลือ (ผู้ใหญ่บ้าน) อุ้มเด็กอายุไม่กี่เดือนรับเสด็จ ทรงถามว่า อุ้มหลานหรือ? พ่อหลวงทูลว่า ไม่ใช่หลาน เป็นลูกเฮา สาวนี่เมียเฮา (สาวอายุ ๑๕) เฮาอายุ ๗๐ แล้ว ทรงถามต่อว่า มีเมียกี่คน? พ่อหลวงบอกว่า มีคนเดียว คนอื่นแก่ตายหมดแล้ว (บางแหล่งข้อมูลเขียนว่ามีแล้ว ๓-๔ คน แต่ตายหมด มีเมียคราวละคน) และพ่อเฒ่าก็ชวนในหลวง ร.๙ ไปเที่ยวบ้าน และนำเสด็จไป เมื่อถึงที่บ้าน พ่อหลวงได้ถวายเหล้าและทูลว่า เหล้านั้นใส่เขากว้างปิ้งกินแล้วแข็งแรง ในหลวงทรงดื่ม พ่อหลวงได้ถวายเขากวางปิ้งให้ในหลวงด้วย เมื่อกลับถึงพระตำหนัก หม่อมเจ้าภีศเดชได้ไปหาซื้อเหล้าวอดก้ามาถวาย ๑ ขวด ตอนเย็น ทรงปิ้งเขาวอดก้าด้วยเตาไฟฟ้า และทรงพระราชทานผู้ร่วมโต๊ะเสวยพระกระยาหาร  .... จากการสืบค้น พบว่าเหล้าที่พ่อหลวงถวายในหลวงมีส่วนผสมของกระดูกเสือด้วย และตีความว่า เหล้าใส่เขากวางอ่อนนี้ดีนัก จนทำให้พ่อหลวงไว ๗๐ ยังมีเมียสบาย 
  • ครั้งหนึ่งในหลวงเสด็จเยี่ยมชาวเขาเผ่าเย้าติดเขตแดนลาว มีพ่อหลวงมารับเสด็จโดยที่ขาใส่เฝือก พ่อหลวงเล่าให้ในหลวงฟังว่า ซื้อรถยนต์ให้ลูกชายขับรับส่งโดยสาร แต่คนเต็มจึงไปนั่งบนหลังคา ลูกชายเลี้ยวไม่ดีจึงตกลงมาขาหักจึงต้องใส่เฝือก  อีกปีหนึ่งส่งเสด็จไปยังไม่เอาเฝือกออก ในหลวงทรงถามว่าทำไม บอกว่ากลัวเจ็บ ในหลวงบอกว่าควรเอาออก เมื่อเอาออก ทรงจูงมือพาเดิน จึงเดินได้ ... ผมได้คลายความสงสัยของตนที่มามานานจากเรื่องนี้ ในหลวง ร.๙ เสด็จเยี่ยมบ่อย หลายครั้ง หลายที่ไปเสด็จไปเป็นประจำปี แต่ไม่ได้เผยแพร่ภาพออกมา มีเพียงภาพไม่กี่ภาพที่มีเผยแพร่กันทั่วไป ... คลายความสงสัยเรื่องการปิดทองหลังพระทั้งหมดในใจผม 
  • เมื่อเสด็จประทับที่พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ ในหลวงจะทรงเสด็จ ๓ วันต่อสัปดาห์วันเว้นวัน วันที่เหลือหม่อมเจ้าภีศเดชและทีมงานต่าง ๆ จะออกสำรวจและเตรียมการเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการรับเสด็จ 
  • มีเรื่องหนึ่งกระจายไปทั่วหมู่บ้านแม้วว่า "พระเจ้าอยู่หัวเอาเมียแม้ว"  ต้นเรื่องข่าวลือเกิดขึ้นเพราะมีหญิงแม้วมาขอพระราชทานเงินสมเด็จพระบรมราชนีนาถ เพื่อจะใช้ขอหย่าสามีที่ให้สินสอดไม่ครบตามธรรมเนียม ในหลวงทรงพระราชทานเงินสด เมื่อหม่อมเจ้าภีศเดชไปกราบบังคมทูล (เพราะท่านคิดว่าเป็นเรื่องใหญ่) ทรงรับสั่งว่า ทรงซื้อหญิงแม้วพระราชทานหม่อมเจ้าภีศเดช 
  • หม่อมเจ้าภีศเดชประสานกับทางหน่วยงานต่างของอเมริกา และได้รับความช่วยเหลือเป็นอันมาก ในหนังสือเล่มนี้ท่านบอกว่า มีกว่า ๘๐ โครงการ เป็นเงินกว่า ๑.๘ ล้านบ้าน จากการสืบค้นพบว่า มีกว่าร้อยโครงการที่สถานทูตอเมริกาให้ความช่วยเหลือโครงการหลวง และเป็นปัจจัยให้โครงการหลวงเป็นรากฐานของการงาน อาชีพ และเศรษฐกิจของชาวเหนือตอนนี้ ...  อ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว ผมรู้สึกว่า ตนเองมีทัศนคติที่ดีขึ้นต่ออเมริกา เทียบกับตอนที่ทราบว่าเราไม่ได้รับความช่วยเหลือจากอเมริกาสักเพียงเหรียญเดียวเมื่อครั้งประสบวิกฤตต้มยำกุ้ง พ.ศ. ๒๕๔๐ แถมยังบีบให้เราจำเป็นต้องยืมเงินจาก IMF 
  • นักสอนศาสนาชาวอเมริกันเห็นด้วยกับหม่อมเจ้าภีศเดชว่า ถั่ว Red Kidney (แปลตรงๆ ว่า ถั่วไตแดง) ที่เมล็ดใหญ่ยาวกว่าถั่วแดงธรรมดา น่าจะนำมาปลูกแทนฝิ่นได้ เมื่อกราบบังคมทูล ทรงรับสั่งให้ลองดู  หม่อมเจ้าฯ ขับรถลุยไปแม่ฮ่องสอน เดินสองชั่วโมงถึงบ้านแม้วแม่โถ ไปบ้านพ่อหลวง (ผู้ใหญ่บ้าน) เขาให้นอนพักด้วยความยินดี ตื่นเช้าจึงเอาถั่วให้ดู แล้วบอกว่า "พระเจ้าอยู่หัวอยากให้ลองปลูกในไร่ฝิ่น" ...เท่านั้นเอง ทั้งหมู่บ้านต้องการปลูกถั่วนี้ จึงต้องสั่งเมล็ดพันธุ์ถึง ๒.๕ ตัน  สำเร็จอย่างสวยงาม การขอซื้อเวลาโทรทัศน์ทำอาหารออกอากาศ ทำให้ถั่วขายดี ชาวเขามีรายได้ราวคละ ๕,๐๐๐ บาท (สมัยนั้นไม่น้อยเลย) ปีถัดมาต้องสั่งเมล็ดพันธ์ถึง ๓๔ ตัน ... ทำให้แม้วพ้นจากความยากจน เลิกปลูกฝิ่นที่ทำแต่ไม่เคยพอกินมาเนิ่นนาน 
  • สตรอว์เบอร์รี่ ในเมืองไทยมีปลูกกันแถวริมคลองส่งน้ำในเชี่ยงใหม่ แต่เปรี้ยว ไม่อร่อย เก็บไม่นานก็เละ โครงการหลวงสนใจ ได้รับพันธุ์จากอาจารย์ ม.เกษตรฯ ๒๐ สายพันธุ์ เมื่อนำมาปลูกพบว่า พันธุ์ Tioga จากฮาร์วาย ได้ผลดีสุด  ต่อมาจึงพระราชทานให้ชาวบ้านปลูก  และเมื่อมีผลิตผลมา จึงส่งวิทยุไปกราบบังคมทูลขออนุมัติจ่ายเงิน ๙๒,๐๐๐ บาท เพื่อทำโรงงานทำแยม  ท่านบอกว่า "พระประมุขโครงการหลวงทรงตอบอนุมัติเวลา ๑.๓๕ น. ..... ในหลวงทรงงานดึกยิ่งนัก 
  • ที่สถานีวิจัยอ่างขาง ได้อาจารย์เกษตรที่จบปริญญาเอกวิชาสตรอว์เบอร์รี่ สามารถพัฒนาสายพันธุ์ได้ดีกว่าเดิม เช่น พันธุ์พระราชทาน ๘๐ และล่าสุดพันธุ์พระราชทาน ๘๘ ฯลฯ ชาวปะหล่องและมูเซอปลูกคนละ ๑ ไร่ ได้เงินราว ๔ แสนบาท 
  • กระทกรก คือพืชอีกชนิดหนึ่งที่นำมาปลูกและพัฒนาบนอ่างขาง หม่อมเจ้าภีศเดชเป็นคนตั้งชื่อ (ท่านเขียนว่า โดยมิชอบ) ว่า "เสาวรส"  นอกจากนี้ท่านยังเปลี่ยนชื่อ "ลูกท้อ" ซึ่งความหมายไม่ดีในภาษาไทย ให้เรียกว่า "พีช" ตามภาษาฝรั่งด้วย 
  • นอกจากพืชผลไม้และดอกไม้แล้ว โครงการหลวงยังส่งเสริมให้เลี้ยงสัตว์ด้วย  มีทั้งสำเร็จไม่สำเร็จ  
  • มีการนำแพะมาเลี้ยงเพื่อเอานมผสมกาแฟ  แพะที่จะให้นมคือแพะที่เพิ่งคลอดลูก ปัญหาคือลูกแพะตัวผู้ ถ้านำไปทำตุ๋นเนื้อแพะจะอร่อยมาก แต่ชาวเขาที่เลี้ยงแพะรักมันมาก ตั้งชื่อให้แพะทุกตัว ตอนเขาจับแพะไปตุ๋นจะร้องไห้ไม่หยุด .... โครงกานี้เลยล้มไป 
  • รัฐบาลเยอรมันได้น้อมถวายแกะพันธุ์มาริโน่แลนเลต ๒๐ ตัว ทรงพระราชทานมาให้โครงการหลวง อยากให้ชาวเขาได้โปรตีน  เมื่อพาชาวเขาและ ตชด. ไปอบรมใกล้พระตำหนัก ตอนเย็นทรงพระราชทานเลี้ยงอาหารที่ทำจากแกะ ชาวเขาบอกว่าอร่อยดีและชอบ แต่เมื่อรู้ว่าเป็นแกะก็ไม่กินอีกเลย บอกว่าไม่เคยกิน.... โครงการนี้ล้มพับไปเช่นกัน 
  • ที่แม่กลาง ดอยอินทนนท์ อาจารย์ปศุสัตว์คนหนึ่งเห็นว่า วัวพันธุ์หนึ่งที่ต้องสั่งจากยุโรปน่าจะขยายพันธุ์ได้ดี ขยันออกลูกถ้านำมาเลี้ยงที่อากาศเย็น จึงจัดปลูกหญ้าและถั่วที่เป็นอาหารวัวหลายไร่ แต่ปรากฏว่า วัวไม่ได้ออกลูกมากกว่าการเลี้ยงข้างล่าง ... โครงการเลี้ยงวัวจึงสิ้นสุดลง 
  • หลังจากนั้น หม่อมเจ้าภีศเดช ได้ขอฝูงแกะมาเลี้ยงแทน ผลกลับเป็นดี ตอนนี้มีแกะฝูงใหญ่ให้ขนมาทำเครื่องนุ่งห่ม และมีเนื้อแก้ตัวผู้ส่งขาย 
  • โครงการความร่วมมือ UNODAC (United Nations Office on Drugs and Crime) ของยูเอ็นเกิดขึ้น ด้วยปัจจัยสำคัญคือความสัมพันธ์ระหว่างหม่อมเจ้าภีศเดชกับเพื่อนชาวอเมริกันชื่อดิค แมนน์ ครูสอนศาสนาให้กับกระเหรี่ยงบนดอย 
  • โครงการ UNODAC ทำให้มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว มีงบวิจัยอย่างเพียงพอ ผลสำเร็จเกิดขึ้นจากการวิจัยมาก มีพืชเมืองหนาวออกอดกออกผลหลายอย่าง ... แต่ฝ่ายส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกสามารถทำได้ดีเฉพาะกาแฟกับถั่ว และยังปล่อยให้ชาวเขาขายเอง ไม่จัดการเรื่องตลาด 
  • ปี พ.ศ. ๒๕๓๕ ทรงตั้งโครงการหลวงเป็นมูลนิธิโครงการหลวง ทรงดำรงตำแหน่งนายกมูลนิธิ มีหม่อมเจ้าภีศเดช เป็นประธาน 
  • โครงการ UNODAC ของ UN ทำงานอยู่ราว ๑๐ ปี มีการส่งเสริมพืชเมืองหนาวราว ๓ อย่าง แต่ไม่ได้ดำเนินการเรื่องจัดหาตลาด เมื่อเลิกไป โครงการหลวงจึงเข้าไปจัดการทั้งหมด จนชาวเขาเลิกปลูกฝิ่นและเลิกทำไร่เลื่อนลอย ดอยกลายเป็นสถานที่เจริญรุ่งเรือง 
  • วิธีการทำงานเบื้องแรกของโครงการหลวงคือ ๑) ตั้งศูนย์ที่อยู่กลางหมู่บ้าน ๒) กรมพัฒนาที่ดินเข้าสำรวจ แบ่งที่ชันออกจากที่เพาะปลูกได้ ทำดินขั้นบันได ผลิตและปลูกหญ้าแฝก ช่วยเหลือเรื่องน้ำ ทำทางให้รถเดินสะดวก ๓) กรมชลประทานสำรวจหาที่ทำเขื่อน ถ้าที่ใดขาดน้ำบนดิน จะเจาะสำรวจน้ำใต้ดิน ฝังท่อสูบน้ำเข้าบ่อ ๔) กรมทางหลวง ทางไหนที่มีรถเดินมากพอ ก็จะทำถนน ๔) องค์กรไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ก็ต่อไฟฟ้าให้ใช้ทุกหมู่บ้าน 
  • โครงการหลวงมี ๔ สถานีเกษตรหลวง ที่อ่างขาง อินทนนท์ ปางดะ และแม่หลอด 
  • มีศูนย์พัฒนาทั้งหมด ๓๘ ศูนย์ มีรถธรรมดา ๔๐ คัน มีรถติดเครื่องทำความเย็น ๓๗ คัน และมีรถมอเตอร์ไซด์เป็นร้อยคัน ไว้สำหรับทำการตลาด  การตลาดเป็นเรื่องสำคัญ 
  • โครงการหลวง นำผักที่ไม่เคยปลูกมาปลูกในเมืองไทยกว่า ๑๐๐ ชนิด ผักทำเงินให้ชาวเขามากที่สุดถึงวันละ ๒ ล้านบาท ผลไม้ที่เด่นมี พีช พลับ พลัม สาลี่ มีเห็ด ๘ ชนิด มีปลาสเอร์เจียนออกไข่เป็นคาร์เวีย  ในเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๙ เดือนเดียว โครงการหลวงขายของให้ชาวเขาได้กว่า ๑๘ ล้านบาท 
  • โครงการหลวง เป็นโครงการเดียวในโลก ที่สามารถกำจัดฝิ่นได้โดยนำพืชดีๆ มาปลูกแทนฝิ่น 
  • มีหลายประเทศที่ขอให้ไปช่วย เช่น โคลอมเบีย พม่า ลาว ฯลฯ 
  • ขณะนี้หม่อมเจ้าภีศเดช มีพระชนพรรษา ๙๖ พรรษา ยังคงทรงงานอยู่ ... ล่าสุด โครงการศูนย์พัฒนาที่จังหวัดตาก 
พิมพ์ผิดถูกต้องขออภัย แจ้งแก้ไขจะขอบพระคุณยิ่ง ...  เพียงอยากจะบันทึกแลกเปลี่ยนสาระสำคัญ และแบ่งปันแรงบันดาลใจในการน้อมนำและสืบสานพระราชปณิธานต่อไป 


  

วันเสาร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2561

อาชีพชาวบ้าน_๐๐๒ : ขายปลีกล็อตเตอรี่

ปกติผมไม่ซื้อหวย แต่นาน ๆ ทีกิเลสในใจก็ให้ความหวังตนเองว่า หากถูกรางวัลที่หนึ่งคงมีพลังกระสุนเต็มถัง ไม่ต้องมาง้อรอโอกาส อยากจะขับเคลื่อนเรื่องใด คงพุ่งดังใจปุ๊ดป๊าด ดังเช่นงวดที่ผ่านมา กิเลสที่อยากเป็นคนดี จึงอุดหนุนคุณป้าหน้าเซเว่น หลังจากพูดคุยแกมสัมภาษณ์กับท่าน ได้ความรู้ภาคชีวิตมาเล่าสู่ท่านฟังดังนี้ครับ 

ป้าท่านนี้เป็นคนจังหวัดเลย เดินทางมาขายล็อตเตอรี่ที่จังหวัดมหาสารคามตั้งแต่วันที่ ๙  มีญาติมาส่งลงเป็นจุดขายมหาสารคาม มาค้างหอพักกับญาติ  ท่านรับมางวดนี้ ๕๐๐ ชุด ชุดละ ๘๐ บาท ใช้เวลาขายประมาณ ๗ วัน ขายหมดทุกงวด จะมีกำไรประมาณงวดละ ๑๐,๐๐๐ บาท ป้าบอกว่า หักค่าเดิมทาง กินอยู่แล้ว จะมีรายได้อยู่งวดละ ๖,๐๐๐ บาท ...   

ญาติที่ผมว่า จะมากันเป็นเครือข่าย เดินสายลงจุดขายอยู่หลายจังหวัด จังหวัดละหลายคน เฉพาะป้าท่านนี้ จะมีรายได้อยู่เดือนละ ๑๒,๐๐๐ บาท ผมว่าเป็นรายได้ที่ไม่เลวเลยครับ 

มิน่าล่ะครับ พี่น้องขายล็อตเตอรี่จึงมีอยู่ทั่วบ้านทั่วเมือง ... ลงที่ไหน ปั๊มไหน ไม่พลาด ...