วันศุกร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ในหลวง ร.๙ ทรงบอกว่า "...ให้ทำแบบคนจน ให้อยู่แบบคนจน..." การศึกษาแบบคนจนเป็นอย่างไร เพิ่งจะเข้าใจวันนี้

ผมสงสัยมานานว่า ทำไม อ.ยักษ์ (ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร) ต้องเริ่มสอนทฤษฎีตอนตี ๕ ออกเรียนภาคปฏิบัติตอนมองเห็นลายฝ่ามือ... แต่คลิปที่ฟังมาทั้งหมดท่านไม่ได้บอกไว้ วันนี้เจอคลิปที่ท่านพูดเรื่องนี้ไว้ชัดเจนยิ่งนัก ... ท่านใดใคร่ดูเองเชิญเถิดครับ ... แต่หากชอบอ่านเลื่อนผ่านไปเลยครับ



เกริ่นก่อน (สิ่งที่ผมเพิ่งจะเข้าใจเป็นครั้งแรก)

  • เพิ่งเข้าใจว่า ทำไมการศึกษาไทยสมัยใหม่จึงล้มเหลว ล้มเหลวในที่นี้ หมายถึง การศึกษาสมัยนี้ทำให้คนทิ้งถิ่น ทิ้งบ้านทิ้งเรือน 
  • เพิ่งเข้าใจว่า "คนจนเขาทำงานแบบไหน" ทั้งๆ ที่ผมเองก็ผ่านความยากจนแบบนั้นมากด้วยตนเอง แค่ฟังท่านพูด ภาพในอดีตทั้งหลายมันรวมลงในใจผมว่า ใช่ ใช่เลย ตอนเด็กๆ พ่อแม่ก็สอนแบบนี้... ผมลืมคำสอนของท่านไปนานกี่ปีเนี่ย
  • เพิ่งจะเข้าใจว่า หนังสือพระราชนิพนธ์ "พระมหาชนก" ตีความว่า "ต้นมะม่วง" ก็คือ "ประเทศไทย" ... ในใจมีเสียงกังวาลว่า ...อ้อ...เข้าใจแล้ว 
การศึกษาแบบคนจน-คนรวย
  • คนจนตั้งตนอยู่ในความลำบาก (ฝืนกิเลส) กุศลจึงเจริญ  ผู้คนจึงใจดี มีเมตตา เอื้อเฟื้อ แบ่งปัน ... แต่การศึกษาในปัจจุบัน สอนให้นิสิตนักศึกษา ตั้งตนอยู่ในความสบาย (ตามใจกิเลส) สังคมจึงเสื่อมลงอย่างเห็นได้ชัด 
  • คนจนตื่นตี ๔ เริ่มเรียนรู้และทำงานตอนตี ๕ นอนเร็ว ตื่นเช้า เข้าวัดวันโกณวันพระ แต่การศึกษาสมัยใหม่ ทำให้คน ตื่นสาย นอนดึก เที่ยวกลางคืน ไม่เข้าวัด หยุดเสาอาทิตย์ 
  • การศึกษาแบบคนรวย(แบบทุนนิยม) ทำให้คนทิ้งถิ่น ยิ่งเก่งยิ่งทิ้งชุมชนเร็ว ใครเก่งที่สุดจะถูกส่งเสริมให้ทิ้งบ้านเข้าเมือง เมื่อสำเร็จการศึกษาได้ทำงานที่ตั้งตนอยู่ในความสบาย หาเงินเพื่อซื้อความสบาย นำเงินซื้อความสบายให้พ่อแม่ที่อยู่ที่บ้าน .... จึงกระตุ้นให้คืนอื่นๆ เกิดกิเลสอยากสบายและมีหน้าตาเป็นเจ้าเป็นนายบ้าง จึงแห่กันทิ้งบ้านทิ้งเรือนเข้ากรุงมุ่งหาเงินซื้อข้าวกิน (ทั้งที่ตนเองปลูกกินเองได้) ... จนเป็นที่มาของหนี้สินและความจน(จริง)
  • คนที่เคยสบายแล้ว เป็นเรื่องยากที่จะกลับไปลำบาก(กาย) ยิ่งเด็กรุ่นหลังที่ไม่ได้รับการปลูกฝังให้ผ่านการตั้งตนอยู่ในความยากลำบากกับชีวิต "แบบคนจน" เลย จึงไม่มีทางที่การศึกษาแบบคนรวย จะทำให้คนกลับไปอยู่บ้านเกิดภูมิลำเนาของตนเอง 
การศึกษาแบบคนจน

  • คือการศึกษาบนฐานชีวิตจริงๆ ของชาวบ้าน  มีลำดับขั้นการศึกษาพัฒนา ๓ ขั้นตอน คือ 
    • การศึกษาเพื่อให้เป็นผู้มีวินัย มีคุณธรรม ... เป็นคนดี มีสัมมาสามัญสำนึก
    • การศึกษาเพื่อให้สามารถประกอบอาชีพ ทำมาหากินได้ (สัมมาอาชีวะ) ... พึ่งตนเอง
    • การศึกษาให้เกิดความเชี่ยวชาญ เป็นปราชญ์ เป็นครู พัฒนาต่อยอดหรือสร้างภูมิปัญญา และสอนลูกหลานต่อไป ...แบ่งปัน ช่วยเหลือคนอื่นได้ 
  • วิธีการศึกษาแบบคนจน ควรจะ 
    • ฝึกให้ชินกับการฝืนกิเลส รู้จักกิเลส เอาชนะกิเลส โดยการสร้างปัญญาในตนเอง  เช่น 
      • สอนให้รู้จักศีล เบญจศีล เบญจธรรม 
      • ตื่นเช้า (กิเลสชอบนอนตื่นสาย)  เพียรทำงานหนัก (กิเลสชอบสบาย) ขยัน (กิเลสชอบขี้เกียจ) 
      • ฝึกวินัยในทุกกิจกรรม ทุกกิจวัตร ทุกอริยาบท (ปูพื้นไปสู่การปฏิบัติธรรม เจริญสติ เจริญปัญญาภายใน) ตั้งแต่เท้าถึงเส้นผม ตั้งแต่รองเท้าถึงหมวก ตั้งแต่เช้าถึงค่ำ ตั้งแต่ตื่นจนหลับ 
      • เข้าวัด ฟังธรรมะ เสียสละ ทำเพื่อสวนรวม ผ่านกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ พร้อมๆ กับการรักษาและทำนุวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของบรรพบุรุษ  (บวร บ้าน วัด โรงเรียน)
    •  ฝึกให้รู้สึกปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ดำเนินชีวิตและพัฒนาชีวิตตามลำดับขั้นด้วยความรู้และความดี  
      • พอกิน
      • พอใช้
      • พออยู่
      • พอร่มเย็น
      • สั่งสมบุญ เริ่มจากการดูแลตอบแทนบุญคุณ พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ลุง ป้า น้า อา ญาติ มิตร สหาย และผู้มีพระคุณทั้งหลาย 
      • ทำทาน อามิสทาน อภัยทาน ธรรมทาน ฯลฯ 
      • ขาย ค้าขายแลกเปลี่ยน ขยายความความสุขความสำเร็จให้เจริญขึ้น 
      • ร่วมตัวกันสร้างเครือข่าย สู่ความสามัคคี พอเพียง มั่งคั่ง ยั่งยืน 
อ.ยักษ์ท่านบอกว่า ... พูดแบบนี้มาก็นานแล้ว แต่ไม่มีมหาวิทยาลัยใดทำเลย....ผมเอาเรื่องนี้มาคุยกับน้อง ๆ ที่ทำงาน  น้องอาจารย์บอกว่า  ยากมากนะครับ

ผมยอมรับว่า เพิ่งจะเข้าใจก็คราวนี้เองว่า ที่ในหลวง ร.๙ ทรงตรัสว่า "ให้ทำแบบคนจน"  นั้น สำหรับด้านการศึกษาเป็นแบบนี้เอง 

วันเสาร์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2561

จับประเด็น "แท้จริงแล้วมีพระราชประสงค์อะไรกันแน่ ที่ทรงตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนา อันเนื่องมาจากพระราชดำรัส"

วันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๖๐ ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร ไปเยี่ยมศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ฉะเชิงเทรา  ท่านฝากงานกับ ผอ.ศูนย์ฯ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน และผู้มาร่วม ให้ไป ตั้งหลักทบทวนกันให้ดีว่า "แท้จริงแล้วมีพระราชประสงค์อะไรกันแน่ ที่ทรงตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนา อันเนื่องมาจากพระราชดำรัส" ใครเก่งใครรู้ให้ไปเชิญมาคุยกันให้ได้คำตอบ ให้ได้ข้อสรุปออกมา เพื่อนำมาเป็นแนวทางการต่อไป ... แล้วท่านก็เริ่มบรรยายต่อไป ... ผมจับเอาคำที่ท่านบรรยายมาตีความเป็นคำตอบของคำถามนี้  แล้วเขียนเก็บไว้ในบันทึกนี้ 





เกริ่นก่อนตอบ (ผมตีความ จากการฟังคลิป อ.ยักษ์)

  • ดร.เดวิท ร๊อคกี้ เฟลเลอร์ มีส่วนสำคัญมากๆ กับ ระบบเศรษฐกิจ(ทุนนิยม) และระบบการศึกษา (แบบทิ้งบ้าน หาเงิน) ที่เป็นอยู่ขณะนี้ โดยเริ่มต้นจากสถาบันการศึกษาแห่งหนึ่ง (ท่านผู้อ่านรู้ไหมครับ)
  • ช่วงเริ่มต้น สถาบันแห่งนั้น เป็นเหมือน "ศูนย์ศึกษาการพัฒนา" ที่ในหลวง ร.๙ ทรงมีพระราชดำริ ที่จะพัฒนาโดยใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง....อ่านต่อไปครับ
  • ต่อมา อ.ยักษ์ ได้เข้าเรียนในสถาบันดังกล่าว  และถูกชวนให้ไปสอนวิชาเกี่ยวกับศาสตร์การพัฒนาประเทศ ซึ่ง อ.ยักษ์ ได้นำเอาปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปสอน
  • ต่อมามีนิสิตมาลงทะเบียนเรียนจำนวนมาก จนรายวิชาอื่นไม่มีผู้ลงทะเบียน ... อาจารย์มาบอกว่า ให้ อ.ยักษ์ เลิกสอน ด้วยเหตุบางประการที่ท่านปิดไว้ด้วยประโยคว่า "... ถ้าสอนต่อไป อาจารย์จะไม่ได้เงินเดือนขึ้น"  .....    ผมตีความว่า 
    • มูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์ ไม่ให้สอน ... เพราะแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ที่ อ.ยักษ์ เรียนรู้จากในหลวงฯ แล้วเอาไปสอนนั้น สวนทางกับแนวทางการขับเคลื่อนระบบทุนนิยมในประเทศไทยของ ดร.เดวิท ร๊อคกี้เฟลเลอร์ 

ตอบ (ผมตีความ)
ศึกษามาถึงตรงนี้ ผมมีความเชื่อว่า (คนวงในเท่านั้นจะตอบได้ วาสนาน้อยอย่างเรา ขอบังอาจเดาว่า)
  • ทรงมีพระราชประสงค์จะสร้างศูนย์ศึกษาการพัฒนา เพื่อนำพาประเทศไทยไปสู่ "สังคมเศรษฐกิจพอเพียง"  ไม่ใช่ "สังคมเศรษฐกิจทุนนิยม" เหมือนที่ ดร.เดวิท ร็อคกี้เฟลเลอร์ทำที่สถาบันแห่งนั้น และไม่ใช่ "เศรษฐกิจสังคมนิยม" เหมือนระบบคอมมูนิสท์  
  • หรือตอบสั้นๆ ด้วยภาษาที่ทรงใช้บ่อยๆ ว่า   นำพาประเทศไปสู่สังคม "เศรษฐกิจพอเพียง" ไม่ใช่ "เศรษฐกิจตาโต" หรือ "เศรษฐกิจหลังเขา" 
  • ซึ่งจะนำไปสู่สังคมที่พอเพียง มั่งคั่ง และยั่งยืน ไ่ม่ส่งผลเสียต่อคนส่วนใหญ่และทรัพยกากรสิ่งแวดล้อมในโลก 
  • ขณะนี้พระองค์ทรงทำสำเร็จแล้ว ทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญ 
    • มีการตั้งเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals, SDGs)  
    • ยกย่องว่า ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง คือศาสตร์แห่งการพัฒนามนุษย์สู่ความยั่งยืน 
    • กำนดให้วันที่ ๕ ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันดินโลก 
    • ฯลฯ

ความรู้เพิ่มเติมที่ต้องเข้าใจ (ผมตีความ จากการฟังคลิป อ.ยักษ์)
  • ทรงตั้งใจและจงใจแปลคำว่า "Sufficiency" เป็น "พอเพียง" ผิดจากคำแปลในพจนาณุกรมซึ่งแปลว่า "พึ่งตนเอง" ... อ.ยักษ์ ตีความว่า เพราะทรงจะป้องกันไม่ให้ฝรั่งหรือใครๆ ที่เข้าใจแบบฝรั่ง เข้าใจว่า เศรษฐกิจพอเพียง เป็น เศรษฐกิจหลังเขา หรือเศรษฐกิจสมัยหิน 
  • ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ จ.ฉะเชิงเทรา เป็นศูนย์ศึกษาการพัฒนาแห่งแรกของโลก 
  • ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพีย คือ ปรัชญาในการพัฒนาคน 
  • ทั่วโลกยกย่องว่า ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงคือ ศาสตร์แห่งการพัฒนาคน พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (สหประชาชาติมาถวายรางวัล)
  • การพัฒนาคนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงนั้น เป้าหมายคือ "ความพอเพียง"  หลักการคือ พัฒนาให้คนมีความรู้และใช้ความรู้คู่กับการมีคุณธรรมคือพัฒนาให้คนเป็นคนดี  (อ่านสมการความพอเพียงที่นี่) ขยายความได้ดังนี้ 
    • ต้องใช้ความรู้  (รอบรู้ รอบคอบ และระมัดระวัง)  คือ นำเอาศาสตร์และวิทยาการด้านการบริหารจัดการและสถิติต่างๆ เข้ามาใช้ในการวิเคราะห์วิจัย ศึกษาข้อมูลอย่างเป็นระบบ เพื่อให้
      • รอบรู้ คือ รู้จริง รู้จักตนเอง รู้ศัยกภาพ รู้ว่าควรทำอะไร ไม่ควรทำอะไร ที่จะเหมาะสมกับประเทศของตนเอง ฯลฯ 
      • รอบคอบ คือ มีข้อมูลจริง เป็นเหตุเป็นผล มีการศึกษาทดลองอย่างเป็นระบบก่อน ตัดสินใจภายใต้ข้อมูลที่เพียงพอและถูกต้อง มีเหตุผล
      • ระมัดระวัง คือ ใช้ความรู้เพื่อที่จะจัดการความเสีืยง ป้องกันความผิดพลาด อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ฯลฯ อันจะส่งผลให้เกิดภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว 
    • ต้องมีคุณธรรม ต้องพัฒนาคนให้เป็นคนดี มีคุณธรรมประจำตนเอง ประจำบทบาทหน้าที่  รู้ว่าอะไรดีอะไรไม่ดี คุณธรรมสำคัญจำเป็นเบื้องต้นที่ทุกคนต้องมีคือ 
      • ซื่อสัตย์สุจริต เป็นคุณธรรมประจำใจของทุกคน ... ข้อนี้ครอบคลุมศีล ๕ สามข้อ คือ ห้ามลักขโมย ห้ามประพฤติผิดในกาม และห้ามพูดโกหก 
      • ความเพียร เป็นคุณธรรมประจำตัว คือ ต้องลงมือทำ ขยัน อดทน พึ่งตนเอง  เพียรอย่างมีสติ มีปัญญา
      • เอื้อเฟื้อ แบ่งปัน เสียสละ หรือก็คือ ทาน คือการให้  เป็นคุณธรรมประจำสังคม อันจะนำความสามัคคีมาสู่สังคม 
จบเท่านี้ครับ... ยังเหลือที่อยู่ในใจอีกอย่างคือ ๔๐+ ทฤษฎีใหม่ มีอะไรบ้าง .... ท่านใดรู้โปรดชี้แนะด้วยครับ ผมสืบค้นดู ไม่มีใครสรุปไว้ในอินเตอร์เน็ตเลย...

จับประเด็น "ในหลวง ร.๙ สอนอะไร" จากคลิปตอบคำถามของ อ.ยักษ์ (ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร) ต่อนักถามที่เก่งที่สุด ๒ ท่าน

ผมเขียนบันทึกนี้ เพื่อให้ตนเองมีความเข้าใจลึกมากขึ้น ซึ่งผม AAR ว่า ได้ผลพอสมควร ... และถ้าท่านผู้อ่านเชื่อในพลังในการ "ถอดบทเรียน" ของผม ท่านจะประหยัดเวลาในการเรียนรู้เองไปอีกไม่มากก็ไม่น้อยครับ

นักถาม ๒ คนจากสอง ๒ ฝั่งการเมือง ที่ผมยอมรับนับถือว่า ตั้งคำถามได้อย่างคมกริบ ตรงประเด็น ถามให้คนพูดตอบให้คนฟังเห็นสาระได้ง่ายและชัด  คนหนึ่งคือ คุณสำราญ รอดเพชร (ในคลิปท่านใส่เสื้อเหลืองฟ้า) และอีกคนคือ หม่อมปลื้ม จากช่อง Voice TV  ...

จับประเด็นจากการฟัง



ผมจับประเด็นสาระจากการตอบคำถามของท่านได้ ดังนี้ครับ

  • โลกนี้มีระบบเศรษฐกิจอยู่สองอย่าง (สองขั้ว) คือ ระบบทุนนิยม (ทรงเรียกว่า เศรษฐกิจตาโต หรือ เศรษฐกิจการค้า.. เอาการตลาดนำ) และระบบสังคมนิยม (ทรงเรียกว่า เศรษฐกิจสมัยหิน หรือ เศรษฐกิจหลังเขา... ยึดชุมชนพึ่งตนเองสุดโต่ง)  ในหลวง ร.๙ ทรงคิดระบบพอเพียงขึ้นใหม่ (เป็นทฤษฎีใหม่) ความพอเพียงยึดหลักการทางสายกลาง ไม่สุดโต่งไปทางระบบใดระบบหนึ่ง 
    • ระบบทุนนิยม หรือเสรีนิยม เน้น GDP ความเจริญ ร่ำรวย กำไร (Maximize Profit)
    • ระบบสังคมนิยม เน้นกระจาย แบ่งปัน เสมอภาค พึ่งตนเองในชุมชน (Ditribution Income)
    • ระบบพอเพียง เน้นความรู้และคุณธรรม
  • ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง คือ เบื้องหลังทั้งหมดของทฤษฎีใหม่ซึ่งมีมากกว่า ๔๐ ทฤษฎีที่ทรงพระราชทานให้คนไทยไว้ (ไม่ใช่เพียง "เกษตรทฤษฎีใหม่" ที่เข้าใจกัน) ซึ่งมีหลายหลายทั้งใน
    • ทฤษฎีระบบบน (Grand Theory) เช่น ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง ทฤษฎีการพัฒนาคน ฯลฯ
    • ทฤษฎีระดับกลาง (Midle-range Theory)  เช่น ทฤษฎีการพัฒนาประเทศ  ทฤษฎีพัฒนาสังคม ฯลฯ
    • ทฤษฎีระดับพื้น (Ground Theory) เช่น เกษตรทฤษฎีใหม่ ทฤษฎีการจัดการน้ำ ทฤษฎีการพัฒนาดิน ทฤษฎีควบคุมการชะล้างหน้าดิน ฯลฯ 
  • เราจะ "ยอดยิ่งยวด" ถ้ารักษาในสิ่งที่เราเป็นหนึ่งของโลก เช่น 
    • เราเป็นอันดับหนึ่งเรื่องการผลิตข้าว ผลิตอาหาร
    • เราเป็นอันดับหนึ่งเรื่องการมีน้ำใจ เอื้อเฟื้อ แบ่งปัน ... เราเป็นประเทศแรกที่มี "โฮมสเต" ที่ไม่ต้องจ่ายตังค์ 
    • เราเป็นประเทศที่มีความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติทั้งปริมาณและความสวยงาม มีความหลากหลายทางชีวภาพสมบูรณ์ที่สุด 
    • ฯลฯ 
  • ปี พ.ศ. ๒๕๔๖ ทรงเตือนคนไทยทั้งประเทศเรื่อง ภัยพิบัติ ๔ ประการ ด้วยทรงพระราชทาน สคส. แผนที่ประเทศไทย มีระเบิดอยู่รอบ ๆ  ๔ ลูก  อ.ยักษ์ตีความว่า หมายถึง 
    • ภัยพิบัติธรรมชาติ
    • ภัยแล้ง
    • โรคระบาด
    • ความขัดแย้งและสงคราม
  • แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ทั้งแต่ฉบับที่ ๖ เป็นต้นมา แม้จะน้อมนำเอาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ร่าง แต่.. จริงๆ แล้วกระบวนการและวิธีการยังคงเป็นแบบระบบทุนนิยม 
  • ขณะนี้มนุษย์กำลัง "หลงโลก" ประเทศไทยก็กำลัง "หลงโลก" เป็นระบบทุนนิยมเต็มรูปแบบ  ดังนั้นโลกจึงกำลังเดินเข้าสู่วิกฤต 
  • การพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 
    • ต้องทำเป็นขั้นเป็นตอน สร้างบ้านต้องทำรากฐานให้แข็งแรงก่อน ทำให้คนส่วนใหญ่ในประเทศพออยู่พอกินเสียก่อน แล้วค่อยพัฒนาขึ้นไปตามลำดับ  
    • ต้อง "ถอยหลังเข้าคลอง" เพราะในคลองนั่นเองที่มีน้ำมีปลา มีนาปลูกข้าว มีอยู่มีกิน 
    • ทุกคนทุกอาชีพ ต้องนำเอาปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ คือ เน้นเรื่องการความรู้และคุณธรรม ... ไม่จำเป็นต้องไปทำการเกษตร

  • ในหลวง ร.๙ พระราชทานปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงให้คนไทยทุกระดับ ทุกอาชีพ โดยเฉพาะนักวิชาการและนักบริหาร
  • อ.ยักษ์ ลาออกจากราชการ ขณะอยู่ในตำแหน่งระดับ ผอ.กอง เพราะถูกท้าทายจากชาวบ้านให้มาทำเอง 
    • ตั้งศูนย์กสิกรรมธรรมชาติ (มาบเอื้อง) จ.ชลบุรี
    • ต่อมาตั้งมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ  เป็นประธานมูลนิธิฯ  
    • มูลนิธิฯ ตั้งสถาบันเศรษฐกิจพอเพียงขึ้น เพื่อขับเคลื่อนฯ 
  • ในหลวง ร.๙ สอนว่า บรรพบุรุษของเราปลูกข้าวเป็นอันดับหนึ่งของโลก... ทำไม??? ต้องไปศึกษา ศึกษาาแล้วนำมาใช้ เช่น
    • ใช้ธรรมชาติ ต้นไม้มีใบ -> ใบร่วง ทับถม เป็นปุ๋ย อาหาร .... ต้องไม่กวาดไปเผาทิ้ง ไม่เผาฟางข้าว ฯลฯ 
    • การเพาะปลูกต้องสัมพันธ์กับธรรมชาติ ช่วงเวลาเพาะปลูก ช่วงเวลาทำงาน (ตั้งแต่ตีห้า) สัมพันธ์กับการโคจรของดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ลม น้ำ ฝน 
    • ฯลฯ 
  • หม่อมปลื้มถามว่า... เราพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า มีรถไฟฟ้าความเร็วสูง  ได้ไหมครับ .... ท่านตอบว่า ... ได้ครับ แต่ต้องไม่ลืมรากฐานคือคนส่วนใหญ่ของประเทศ  
สะท้อนความคิดรวบยอดของตนเอง
  • สิ่งที่ในหลวง ร.๙ ทรงประสงค์ และทรงเพียรบำเพ็ญมาตลอดรัชสมัย คือทำให้ประเทศไทย ไม่เป็นประเทศสุดโต่งด้านทุนนิยมหรือสังคมนิยม  เศรษฐกิจพอเพียง คือทฤษฎีในการพัฒนาประเทศ เพื่อให้ประชาชนพออยู่ พอกิน และเจริญรุ่งเรืองตามลำดับขั้น 
  • อ.ยักษ์ เป็นผู้นำที่พิสูจน์ให้เห็นอย่างประจักษ์มีหลักฐานและความสำเร็จให้เห็นแล้วว่า ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่ทรงพระราชทานให้คนไทยทุกระดับนั้น  สามารถใช้ได้จริง ทำให้คนที่ตามตามกว่า ๕๐๐,๐๐๐ คน พออยู่พอกินพอร่มเย็น และเป็นสุขจริงๆ  ... ผมนึกถึงหลวงตามหาบัว ที่ได้พิสูจน์ให้คนไทยทั้งพระและฆาราวาสทั่วประเทศรู้ว่า พระอรหันต์ยังมีอยู่จริงๆ จนเกิดกระแสการปฏิบัติธรรมอย่างกว้างขวาง 
  • ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงพระราชทานทฤษฎีใหม่ไว้ไห้คนไทยมากกว่า ๔๐ ทฤษฎี  ไม่ใช่ที่เข้าใจว่า ทฤษฎีใหม่คือเกษตรทฤษฎีใหม่ เหมือนที่คนส่วนใหญ่เข้าใจ ...  การศึกษาภาคทฤษฎีของผมจาก อ.ยักษ์ ยังไม่จบ ผมต้องค้นมาให้รู้ทั้งหมดว่า มีอะไร จะได้เลือกมาปฏิบัติได้อย่างแม่นยำ 
มาร่วมสืบสานพระราชปณิธานอย่างถูกต้องครับ 

วันอังคารที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2561

พุทธศาสนากับปัญญาทางโลก

ปรัชญาที่ว่า "ผู้มีปัญญาพึงเป็นอยู่เพื่อมหาชน" นั้น อาจตีความได้หลายแง่มุมโดยพิสดาร เช่น

(ก.) "ผู้มีปัญญา" จะต้อง "เป็นอยู่เพื่อมหาชน" ... หากไม่เป็นอยู่เพื่อมหาชน แสดงว่าเป็นผู้ไม่มีปัญญา 

(ข.) "ผู้มีปัญญา" ควรจะ "เป็นอยู่เพื่อมหาชน" ... ผู้มีปัญญาบางคนไม่ต้องเป็นอยู่เพื่อมหาชนก็ได้ ผู้ที่บรรลุสู่การเป็นผู้มีปัญญา มีสิทธิเลือกอย่างเสรีว่าจะเป็นอยู่เพื่อมหาชนหรือไม่
(ค.) "ผู้มีปัญญา" จะ "เป็นอยู่เพื่อมหาชน" ... ผู้มีปัญญาจะเป็นอยู่เพื่อมหาชนโดยธรรมชาติ โดยอัตโนมัติ เพราะการบรรลุสู่การเป็นผู้มีปัญญา จะนำมาซึ่งคุณลักษณะของจิตใจที่เป็นไปเพื่อมหาชน

(ง.) ถูกทั้ง ก. ข. และ ค.

(จ.) งง

นิสิตหรืออาจารย์ที่อ่านถึงตรงนี้ คิดว่าข้อใดถูกต้องที่สุดครับ?????

ผมขอเฉลย ดังนี้


คำตอบจะขึ้นอยู่กับนิยามความหมายของคำว่า "ปัญญา" ที่เราเข้าใจ  ท่านเข้าใจว่า "ปัญญา" มีความหมายตามข้อใดต่อไปนี้ 
  • หากเข้าใจว่า "ปัญญา" คือ ความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ทางโลก ... หากท่านเข้าใจแบบนี้  ท่านคงตอบข้อ ก. หรือไม่ก็ ข.  ส่วนจะเป็นข้อใดนั้น เถียงกันไปก็ประเทืองปัญญาทางโลกดี
  • หากเข้าใจว่า "ปัญญา" คือ ความรู้แจ้งความจริงของธรรมชาติ ความจริงของโลกทั้งหมด ทั้ง"โลกภายนอก" และ "โลกภายใน" คือกาย (รูปธรรม) และใจ(นามธรรม) ของตนเอง (คือ รู้แจ้งอริยสัจ) หรือที่เรียกว่า "ปัญญาทางธรรม" ตามคำสอนในพระพุทธศาสนา ... ท่านอาจจะตอบ ข้อ ข. หรือ ข้อ ค. ก็เป็นได้  ส่วนจะตอบข้อใด อาจเป็นได้ดังนี้ 

    • การเข้าถึง "ปัญญาทางธรรม" เข้าถึงความไม่มีตัวไม่มีตน จะนำไปสู่ความเมตตา เอื้อเฟื้อ แบ่งปัน โดยอัตโนมัติ 
    • ผู้ที่ ตอบ ข. ท่านคือ พุทธสาวก หรือ พระปัจเจกพุทธเจ้า 
    • ผู้ที่ ตอบ ค. ท่านคือผู้ที่มีจิตใจแบบ พระโพธิสัตว์ ปรารถนาพุทธภูมิ 
  • เชื่อว่า อ่านมาถึงตรงนี้ หลายท่าน อาจจะตอบ ข้อ จ. .... งง.... ฮา 

อธิบายให้หายงง (ดูผัง)




  • คำว่า "ปัญญา" ในพระพุทธศาสนา เน้นไปที่ การศึกษาให้เกิดปัญญาเกี่ยวกับ กายและจิตใจ ของตนเอง เพื่อจะได้เห็นจริงว่า จริงๆ แล้ว 
    • เห็นแจ้งว่า กายใจไม่ใช่ตัวตน  (บรรลุเป็นพระโสดาบัน -> พระสกิทาคามี) 
    • รู้ทุกข์แห่งการยึดกาย -> ละวางกาย ไม่ยึดกาย พ้นจากกาม (พระอนาคามี)
    • รู้ทุกข์แห่งการยึดจิต -> ละวางจิต ไม่ยึดจิต พ้นจากทุกข์ (พระอรหันต์)
  • ปัญญาทางธรรม เกิดจาก การ "รู้" เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงของตนเองด้วยการ เจริญสติ ภาวนา "มีสติ รู้กาย รู้ใจ ตามความเป็นจริง ด้วยใจที่ตั้งมั่น และเป็นกลาง" (ตามแนวการสอนของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช) มีลักษณะสำคัญคือ 
    • มีจุดสิ้นสุด จบงานเมื่อบรรลุเป็นพระอรหันต์
    • ยิ่งคิด ยิ่งไม่รู้ แต่ต้องอาศัยดูการคิด 
    • รู้เห็นได้ด้วยตนเองผู้ศึกษาเท่านั้น (รู้เฉพาะตน)
    • รู้ได้เห็นได้ด้วยตนเองทุกคนที่ลงมือศึกษา (รู้ได้ด้วยตนเอง)
    • รู้ได้ไม่จำกัดกาล
  • คำว่า "ปัญญา" ในความหมายของคนส่วนใหญ่ในโลก จะเน้นไปที่ การศึกษาให้เกิดปัญญาเกี่ยวกับโลกแห่งกายภาพ องค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ทั้ง ๖ ประการ (ด้านล่าง) ล้วนแต่เป็นปัญญาทางโลกนี้ทั้งนั้น 
  • ปัญญาทางโลก เกิดจากการ ฟัง-อ่าน คิดเป็นเหตุเป็นผล-คิดวิเคราะห์ และการลงมือปฏิบัติทดลองตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์  มีลักษณะสำคัญคือ 
    • พิสูจน์ได้ อธิบายได้ มีเหตุผล 
    • พิสูจน์ซ้ำได้ 
    • นำไปประยุกต์ใช้ อธิบาย สร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ได้ เช่น เทคโนโลยีต่างๆ
    • ขั้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ มากมาย เครื่องมือ สิ่งแวดล้อม ชุมชน บุคคล กาลเวลา   
    • ไม่มีที่สิ้นสุด ยิ่งสืบค้นยิ่งพบ ยิ่งคิดยิ่งมีเรื่องที่ต้องคิด สิ่งค้นยิ่งมีเรื่องสงสัยมากขึ้น 




วันจันทร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2561

สมการความพอเพียง (ตีความจากการฟังคลิป ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร)

ขอบคุณและอนุโมทนาบุญกับ Youtube ที่ทำให้การเรียนรู้จากผู้อื่นเป็นเรื่องง่ายนัก อินเตอร์เน็ตทำให้เราเข้าสู่ยุค "ครูไม่รู้จักศิษย์" เรียบร้อยแล้ว ... เข้าใจว่า ขณะนี้มีศิษย์แบบ "ครูพักลักจำ" แบบผมนี่...นับไม่ถ้วนแล้ว

จากการศึกษาปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (ปศพพ.) อย่างต่อเนื่อง ผมสรุปกับตนเองว่า บุคคลที่เข้าใจคำสอนของในหลวงราชกาลที่ ๙ มากที่สุดในโลกคนหนึ่ง คือ อ.ยักษ์ ดร.วิวัฒน ศัลยกำธร เหมาะสมอย่างยิ่งแล้ว ที่ท่านได้รับเลือกให้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการ อยู่ในขณะนี้  ... ผมตีความคำสอนของในหลวง ร.๙ ตามความเข้าใจ อ.ยักษ์ ด้วย "สมการความพอเพียง" ดังภาพ

ที่มาของสมการความพอเพียง
  • ท่าน อ.ยักษ์ ไม่ได้นำเสนอสมการนี้  ผมเป็นคนตีความจากการฟังคลิปอธิบายต่างๆ ที่ท่านสอนในยูทูปเอง (ดูบันทึกแนะนำคลิปที่ผมดูที่นี่) ... ดังนั้นหากท่านเห็นว่าถูกหรืออย่างไร ให้เข้าใจว่าท่านไม่ได้บอกคำว่า "สมการความพอเพียง" นี้นะครับ
  • อ.ยักษ์ ท่านจะพูดบ่อยๆ (ย้ำว่าพูดในคลิป) ว่า การอธิบายศาสตร์พระราชาหรือหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้วย "๓ ห่วง ๒ เงื่อนไข" นั้นไม่สามารถจะสื่อสารศาสตร์พระราชาหรือปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงได้  (การใช้ไดอะแกรม ๓ ห่วง ๒ เงื่อนไข ๔ มิติ ที่เห็นกันทั่วไป เป็นความพยายามของนักวิชาการที่ต้องการสื่อสารถ่ายทอด) ให้หยุดเสียที...  ผมเข้าใจว่า อธิบายแบบไหนก็ไม่ผิด หากเข้าใจและระเบิดออกมาจากภายในใจจริงๆ 
  • คำถามคือ ถ้าทดลองสังเคราะห์คำสอนตามแนวทาง อ.ยักษ์ ให้ออกมาเป็นสูตร (เหมือน ๓-๒-๔ คือ สามห่วง สองเงื่อนไข สี่มิติ) จะได้ "สมการความพอเพียง" เป็นอย่างไร 
สมการความพอเพียง
  • อ.ยักษ์ เน้นว่า 
    • ความพอเพียง นั้นเป็น "ผล" ไม่ใช่ "เหตุ" 
    • ความพอเพียง คือ พอประมาณ ความมีเหตุผล การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว ซึ่งจะทำให้เกิดผลที่สุดคือความสมดุลและพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง หรือก็คือ ความยั่งยืน
    • ดังนั้น ๓ ห่วง ก็คือ "ผล" ไม่ใช่ "เหตุ" ดังนั้น การเอาผลมาอธิบาย จึงยากที่จะเข้าใจจนสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง  และสิ่งที่พูดกันนั้นใครๆ ก็พูดได้  เปรียบเสมือนคนไม่ดี (หรือพระไม่ดี) เอาธรรมะหรือความดีของพระพุทธเจ้ามาสอน 
    • การสอนศาสตร์พระราชาหรือ ปศพพ. ต้องเน้นไปที่ "เหตุ" เหตุที่นำมาสู่ "ผล" คือความพอเพียงดังกล่าวไป
    • "เหตุ" ของความพอเพียงคือ "ความรู้" และ "ความดี" (ความดีก็คือมีคุณธรรม) ดังนั้น จึงสามารถเขียนเป็นสมการความพอเพียงเป็น ความรู้ + ความดี = ความพอเพียง 
  • วิธีอธิบายสมการพอเพียง 
    • ความรู้  ... จะทำอะไรต้องมีความรู้ เริ่มจาก
      • รอบรู้ คือ รู้จักตนเอง รูู้ศักยภาพของตนเอง รู้จักประมาณในตนเอง รู้ลึกรู้ละเอียดในสิ่งที่จะทำ รู้เช่น จะเลี้ยงกุ้งต้องรู้เรื่องกุ้ง รู้วงจรชีวิตกุ้ง รู้วิธีการเลี้ยงกุ้ง ฯลฯ รู้รอบและรู้กว้างขวางในสิ่งที่เกี่ยวข้องครอบคลุม ๔ มิติ
      • รอบคอบ เมื่อจะลงมือทำอะไร ต้องรอบคอบ รอบคอบในการใช้ความรู้ คิดพิจารณาถึงเหตุผล มีเหตุมีผลในการลงมือทำ 
      • ระมัดระวัง คือ จะต้องระมัดระวังในการลงมือทำ วางแผนป้องกันเหตุหรือความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึน  
    • ความดี ... ต้องเป็นผู้มีคุณธรรม 
      • คุณธรรมกำกับใจคือ ความซื่อสัตย์ สุจริต ก่อนจะทำอะไรต้องคิดพิจารณาเรื่องนี้ก่อน
      • คุณธรรมที่สำคัญที่สุดคือ "ความเพียร" ก็คือ การลงมือทำด้วยตนเอง พึ่งตนเอง  และมีความขยันและอดทน
      • เมื่อสามารถพึ่งตนเองได้แล้ว ก็ให้เอื้อเฟื้อ แบ่งปัน ผู้อื่น 
วันนี้พอแค่นี้ครับ ... ต่อไปนี้ ผมจะใช้สมการแห่งความพอเพียงนี้ เป็นประตูสู่คำสอนคำอธิบายต่างๆ ของ อ.ยักษ์ ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร  ท่านใดเห็นว่าไม่ถูก ก็โปรดชี้แนะด้วยครับ 

บ่อขยะหนองปลิง

ช่วงหลังๆ นี้ ผมตัดสินใจ เริ่มใช้สื่อวีดีโอ (ในยูทูป) ช่วยในการสื่อสารเพื่อขับเคลื่อนพันธกิจ (อดุมการณ์) เพื่อที่จะให้ทันกับปริมาณงานที่บานปลายมาเรื่อยๆ จนเขียนเล่าเรื่องไม่ไหว ... แต่ก่อนไม่กล้า เพราะกลัวเขาหาว่าอยากดัง  แต่พอเริ่มปลูกมันจนได้หัวและสะพายชั่งไว้ติดตัวเป็น  ก็เริ่มลุย.... เช่นคลิปนี้ (มีความผิดพลาดเยอะมาก... เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีในการสัมภาษณ์)

วันพุธที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๖๑ ในฐานะฝ่ายประสานงานรายวิชา ๐๐๓๕๐๐๑ หนึ่งหลักสูตรหนึ่งชุมชน เราลงไปสำรวจบ่อขยะหนองปลิง ประมาณ ๑๐ กิโลเมตร จากตัวเมืองมหาสารคาม แหล่งจัดการขยะของเทศบาลเมืองจังหวัดมหาสารคาม ทุกๆ วัน จะมีขยะถึง ๙๐ ตัน มาให้จัดการที่นี่  ซึ่งบ่อขยะที่นี่เองที่ขยะจากมหาวิทยาลัยของเรามาทิ้งด้วย ... เชิญชมคลิปครับ 

ข้อมูลที่น่าสนใจ
  • บ่อขยะน้องปลิงมีพื้นที่ ๔๙ ไร่  ตั้งอยู่ห่างจากผู้มานำขยะมาส่งให้จัดการ ดังนี้ 
    • ห่างจากตัวอำเภอเมืองมหาสารคาม ประมาณ ๑๐ กิโลเมตร ไปทาง อ.วาปีปทุม  
    • ห่างจากมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคามประมาณ ๑๒ กิโลเมตร 
    • ห่างจากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม วิทยาเขต ต.ขามเรียง (ม.ใหม่) ๒๐ กิโลเมตร 
    • ห่างจากเทศบาลตำบลท่าขอนยาง ประมาณ ๒๐ กิโลเมตร
    • ห่างจากเทศบาลตำบลขามเรียง ประมาณ ๒๑ กิโลเมตร 
  • ปริมาณขยะที่ส่งมาเข้าสู่กระบวนการจัดการ มีดังนี้ (จากการสัมภาษณ์ หัวหน้าประสิทธิ์ ผู้ดูแลฯ)
    • วันละประมาณ ๙๐ ตัน/วัน
    • จากเทศบาลเมืองมหาสารคาม ประมาณ ๖๐ ตัน/วัน
    • จากเทศบาลตำบลท่าขอนยาง อ.กันทรวิชัย ประมาณ ๑๐ ตัน/วัน
    • จากเทศบาลตำบลท่าขามเรียง อ.กันทรวิชัย ประมาณ ๕ ตัน/วัน
    • จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม (รวมทั้งสองวิทยาเขต) ประมาณ ๑๐ ตัน/วัน
    • จากมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม ประมาณ ๑๐ ตัน/สัปดาห์ (เพียง ๑.๕ ตัน/วัน)
จุดเด่นของบอขยะหนองปลิง (ที่ผมเห็น)
  • มีระบบดูแลและจัดการชัดเจน เปิดเผย เป็นระบบ ... ผมตีความจากสิ่งที่พบต่อไปนี้ 
    • มีเจ้าหน้าที่ดูแลจำนวนที่เพียงพอ มีหัวหน้างานรับผิดชอบชัดเจน  มีเจ้าหน้าประจำถึง ๑๒ คน
    • มีเครื่องจักร และเทคโนโลยีเพื่อจัดการด้วยการฝังกลมพร้อมและเพียงพอ 
      • มีรถขุดแมคโฮ จำนวน ๓ คัน (สภาพใหม่มาก)
      • มีรถแทรคเตอร์ตักดันดิน ๒ คัน 
      • มีรถขนขยะจำนวนมาก (ไม่ทราบจำนวน)
      • มีระบบบำบัดน้ำเสียจากกองขยะ 
    • มีการจัดการอย่างเป็นระบบ 
      • มีระบบชั่งน้ำหนักขยะ และมีการจัดเก็บข้อมูลที่ดี
      • เปิดโอกาสให้ชาวบ้านที่ต้องการหารายได้เสริม มาแยกขยะรีไซเคิลออก ก่อนการจัดการฝังกลบ โดยไม่คิดเงินใดๆ กับชาวบ้าน ... จากการสอบถามในคลิป พบว่า ผู้แยกขยะจะมีรายได้เดือนละประมาณ ๑๐,๐๐๐ บาท ในหนึ่งสัปดาห์จะนำไปขายที่แหล่งรับซื้อที่ อ.วาปีปทุม ๓ ครั้ง ได้รายได้ครั้งละ ๓,๐๐๐ บาท ... แต่ต้องแลกมากับงานที่ต้องอยู่กับกลิ่นและสกปรก (ด้วยชุดที่ไม่ป้องกันเลย)
      • มีการจัดเก็บค่าทิ้งขยะ ตันละ ๔๐๐ บาท ทำให้สามารถนำงบประมาณส่วนนี้มาจัดการดูแลได้ และเป็นกุศโลบายให้ผู้มาทิ้งขยะต้องลดปริมาณขยะ  เพราะทิ้งมากเสียเงินมาก 
  • ไม่มีการเผา ... ไม่มีการปล่อยสารพิษทิ้งสู่บรรยากาศ 
  • เปิดเผย พร้อมให้ข้อมูล อย่างเต็มที่ 
  • มีแผนในการจัดการสร้างโรงไฟฟ้าจากขยะ ... ติดตามและให้กำลังใจกันต่อไปครับ 
สิ่งที่ต้องชื่นชมและไปเรียนรู้ต่อคือ การจัดการขยะของ มรภ.มหาสารคาม เพราะมาทิ้งขยะที่นี่เพียง ๒ ครั้งต่อสัปดาห์เท่านั้น ผมคิดว่าน่าจะมีการจัดการคัดแยกขยะอย่างดี  จะติดตามเรียนรู้ต่อไปครับ 









วันพฤหัสบดีที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2561

เรียนรู้ ปศพพ. ด้วยการดูคลิป ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมเรียนรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงจากการฟังคลิปบรรยายและคลิปรายการต่างๆ ของ "อ.ยักษ์" ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร อย่างเป็นบ้าเป็นหลัง ฟังตลอดการเดินทาง ฟังทั้งกลางวันและกลางคืน ยิ่งฟังยิ่งมีพลังที่จะขับเคลื่อน ปศพพ. มากขึ้นๆ ยิ่งฟังยิ่งรู้ว่าตนเองยังมีสิ่งที่ต้องเรียนรู้เกี่ยวกับ "เศรษฐกิจพอเพียง" อีกมาก โดยเฉพาะภาคปฏิบัติ

ก่อนจะสรุปความเข้าใจตามสไตล์ของตนเอง  ขอแนะนำสำหรับท่านที่ต้องการฟังด้วยตนเอง  ตามลำดับจากคลิปต่อไปนี้

๑) ฟังคลิปบรรยายแบบเต็มๆ ที่ท่านไปพูดที่ ม.เกษตรฯ จะรู้ว่าท่านกำลังขับเคลื่อนอะไร ขับเคลื่อนไปไหน เป้าหมายคืออะไร ให้ดูคลิปชุดนี้ เชิญครับ  (คลิปแรกนาทีที่ ๑๑.๓๐ เป็นต้นไป)





๒) ทำอย่างไร ให้ดูคลิปชุดนี้




๓) ฟัง อ.ยักษ์ สอนเรื่องข้าว ตาม ๒ คลิปนี้ครับ ... ทำให้รู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นลูกชาวนา  ตั้งใจว่าจะกลับไปเป็นชาวนาแบบก้าวหน้าต่อไป




๔) วิชาระเบิดจุลินทรีย์ แก้น้ำเสีย


๔) ตัวอย่างการปฏิบัติที่สำเร็จ "โคก หนอง นา โมเดล"  ฟังการจัดการน้ำตามคลิปนี้


๕) การพัฒนาคน พัฒนาเครือข่าย






แนะนำเท่านี้ก็น่าจะเพียงพอ...  ความจริงดูมากกว่านี้มากนัก แต่เท่าที่จัดมาคือ สรุปส่วนที่ท่านอธิบายได้ดีมาก ๆ  ประทับใจ ... เสียดายที่หลายคลิปภาพไม่ชัด ...

ผมแนะนำว่า สถาบันเศรษฐกิจพอเพียง ควรจะทำรายวิชาที่ท่านสอนนี้ขึ้นบนระบบ MOOCs ที่กำลังเป็นที่นิยมในขณะนี้ ... บุญนิยมเริ่มมาแล้วทั่วโลก

Learning Reflections

หลังจากดูคลิปนี้ ได้เรียนรู้สิ่งใหม่หลายเรื่อง ที่สำคัญๆ มีดังนี้ครับ ท่านบอกว่า
  • การพูดถึง ปรัชญาของเศรฐกิจพอเพียงด้วย ๓ ห่วง ๒ เงื่อนไข ๔ มิติ นั้น ไม่ถูกต้องนัก หลายครั้งจะทำให้ไม่สามารถเข้าใจในสิ่งที่พระองค์ทรงสอนได้ลึกซึ้งเพียงพอ เช่น ต้องเน้น ๒ เงื่อนไข มากกว่า ๓ ห่วง  ท่านบอกว่า ๓ ห่วงนั้น เป็นเหมือนผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่เน้นไปที่ ๒ เงื่่อนไข เช่น 
    • เงื่อนไขคุณธรรม ที่สำคัญที่สุดคือ "ความเพียร" คือ การลงมือทำ คือการกระทำ  ถ้าไม่ทำ ไม่มีทางที่จะเข้าใจ เข้าถึง สิ่งที่พระองค์ทรงสอนได้  จะพูดไป คิดไป ฟุ้งไปใน ๓ ห่วงเพียงใด หากไม่ลงมือทำ ก็ไม่เข้าใจ 
    • เงื่อนไขความรู้ ต้อง รอบรู้ รอบคอบ และระมัดระวัง สิ่งที่เป็นทักษะที่ต้องประกอบขึ้นหรือได้มากจากการลงมือศึกษา ลงมือทำให้มาก 
    • สิ่งที่พระองค์สอนนั้นกว้างขวาง ลุ่มลึกมาก ทฤษฎีใหม่นั้นมีมากกว่า ๔๐ ทฤษฎี ไม่ใช่เฉพาะ เกษตรทฤษฎีใหม่เท่านั้น 
    • ทุกอย่างเชื่อมโยงผูกสัมพันธ์กัน ดังนั้นการลงมือทำทุกสิ่งอย่างต้อง พิจารณาอย่าง "รอบรู้ รอบคอบ และ ระมัดระวัง" เช่น  การวางแผนทำแปลงเกษตร ต้องพิจารณาให้รอบด้านทั้ง ดิน น้ำ ลม ไฟ พืช สัตว์ และ คน  
      • ดวงอาทิตย์ คือ ไฟ พลังงานทั้งหมดมาจากดวงอาทิตย์ 
      • คนสังเคราะห์แสงเองไม่ได้  รับพลังงานจากดวงอาทิตย์ไม่ได้  จึงต้องกินพืช พืชสามารถสังเคราะห์แสงสะสมพลังงานของแสงอาทิตย์ไว้ได้ 
      • สัตว์มากินพืชด้วย และถ่ายมูลหรือตายกลายเป็นปุ๋ยต่อไปให้เป็นอาหารของพืช พืชและสัตว์จึงพึ่งพาอาศัยกัน 


      • ลม ไฟ น้ำ ดิน ล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องและจำเป็นเชื่อมโยงกันหมด  เราต้องศึกษาและเข้าใจเรื่องเหล่านี้ให้มาก  เพื่อนำองค์ความรู้เหล่านี้มาใช้  เช่น หากจะออกแบบแปลงเกษตร ต้องคำนึงถึงเรื่องเหล่านี้ เช่น 
        • ไฟ คือทิศทางของพระอาทิตย์ พระอาทิตย์ขึ้นทางตะวันออก หน้าหนาวพระอาทิตย์วิ่งอ้อมกองข้าว ฯลฯ  การปลูกพืชบังแดด บังให้บ้านร่มเย็น และการปลูกเรือนที่อยู่อาศัย ต้องคำนึงถึงทิศทางของแดด 
        • ลม  ลมหนาวพัดจากตะวันออกเฉียงเหนือลงมาตะวันตกเฉียงใต้ ลมร้อนและลมฝนพัดขึ้นจากตะวันตกเฉียงใต้ขึ้นทางตะวันออกเฉียงหนือ 
          • ควรขุดบ่อวางน้ำไว้ทางทิศต้นลม หน้าร้อน ลมจะพัดไอน้ำผ่านเข้ามา ทำให้ชุ่มชื้นเย็น 
          • ควรปลูกไม้กันลมพายุไว้ทิศลมเข้า เพื่อป้องกันความเสียหายจากแรงลม 
          • ควรปลูกป่าไว้ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ไว้กันลมหนาวที่จะพัดเอาความแห้งแล้งเข้ามา
          • ฯลฯ


    • หลักปรัชญา(ของ)เศรษฐกิจพอเพียง เป็นคำสอนของในหลวงรัชกาลที่ ๙ ที่ทรงสอน เป็นพระราชดำริ การนำไปเผยแพร่ ต้องระวังการ "ไปดำริเอง" อย่างไรก็ตาม ในขั้นตอนการปฏิบัติ ในหลวงก็ทรงสอนไม่ให้ติดตำรา ดังนั้น จึงอาจคิดเพิ่มเติมจนเกินแนวปฏิบัติต่างๆ ได้ แต่ต้องให้ชัดเจนว่าใครคิด  
    • ณ สถาบันเศรษฐกิจพอเพียง (ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติ ที่ มาบเอื้อง จ.ชลบุรี) ท่านมีแนวปฏิบัติที่สำคัญ ดังนี้ 
      • คติพจน์สำคัญของการทำการเกษตรคือการ "เลี้ยงดิน ให้เดินเลี้ยงพืช" หรืออีกคำคือ "คืนชีวิตให้แผ่นดิน"
      • ๙ ขั้นตอนสู่ความ "พอเพียง" ได้แก่ พอกิน พอใช้ พออยู่ พอร่มเย็น บุญ ทาน เก็บรักษา ขาย และสร้างเครือข่าย  ตามแผนภาพนี้ 


    ขอจบเท่านี้ก่อนครับ ....