วันพุธที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2557

SEEN มหาสารคาม _๐๒ : เสนอวิธีการพิจารณาความก้าวหน้าในการขับเคลื่อน ปศพพ. สู่โรงเรียน


ยุทธศาสตร์สำคัญในการขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่สถานศึกษา คือการสรรและสร้างโรงเรียนศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และใช้โรงเรียนศูนย์ฯ เป็นนั้นเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนฯ ขยายผลต่อไป โดยมีเป้าหมายให้ได้ ๙๐+ โรงเรียนในปี ๒๕๕๘ นี้  เครื่องมือหลักในการขับเคลื่อนคือ "เกณฑ์ก้าวหน้า" ที่ยึดเป็นกรอบทิศทางประเมินตนเอง ซึ่งสรุปให้สั้นและเข้าใจได้ไม่ยากด้วยสูตร ๓-๔-๕  อ่านได้ที่นี่ 

หลังจากที่ได้ "รับนโยบาย" จาก ผอ.เขตฯ ตามที่เล่าให้ฟังในบันทึกที่แล้ว ศน.รพีพรรณ ได้แต่งตั้งผมเป็นหนึ่งในกรรมการประเมินความยั่งยืนของสถานศึกษาพอเพียง และกำหนดปฏิทินที่จะลงพื้นที่ประเมินโรงเรียนสถานศึกษาพอเพียงต้นแบบในวันที่ ๑๙-๒๑ และ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๕๗ นี้  ภารกิจคือการ คัดเลือก ๒ จาก ๗ โรงเรียนที่สมัครใจ เพื่อพัฒนาเป็นโรงเรียนศูยน์ฯ ภายในปี ๒๕๕๘ นี้  เมื่อรวมกับโรงเรียนที่กำลังขับเคลื่อนอยู่แล้วคือ โรงเรียนนาเชือกพิทยาสรรค์ และอีกสองโรงเรียนในโครงการขับเคลื่อนฯ ของมหาวิทยาลัยที่ร่วมกับมูลนิธิสยามกัมมาจล จะรวมเป็น ๕ โรงเรียน อย่างไรก็ตาม เราตกลงกันว่า เราจะส่งประเมินจริงเฉพาะโรงเรียนที่มีผลการขับเคลื่อนตามเกณฑ์ก้าวหน้าเท่านั้น ซึ่งไม่จำเป็นว่าต้องเป็น ๑ ใน ๕ โรงเรียนนี้ หรือ ๑ ใน ๗ โรงเรียนที่สมัครใจเข้าขอรับการประเมินในครั้งนี้ 

หลังจากการประเมินเสร็จสิ้นแล้ว ผมมีความคิดว่า ควรจะเสนอผลสรุปการประเมินอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ทุกโรงเรียนได้เรียนรู้ร่วมกัน และนำประสบการณ์ของกันและกันไปพัฒนาและขับเคลื่อนในโรงเรียนของตนเองต่อไป จึงขอเสนอกรอบการพิจารณาผลเพื่อให้เกิดความชัดเจนในการวิเคราะห์ความก้าวหน้าของการขับเคลื่อนฯ สามารถแบ่งระดับของความเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนาการของนักเรียนแกนนำด้าน อุปนิสัย "พอเพียง" ได้ ๔ ขั้น คือ นิยาม ตีความ นำไปใช้ และให้/แบ่งปัน  โดยบทบาทของครูแกนนำขับเคลื่อนฯ แตกต่างกัน  ๔ แบบ สอดคล้องกัน และแต่ละระดับจะส่งผลต่อระดับของความสำเร็จของโรงเรียนในการปลูกฝังอุปนิสัย “พอเพียง” ของนักเรียนแกนนำ ๓ ระดับ ดังรายละเอียดต่อไปนี้ 


รูปนี้ใช้อธิบายพัฒนาการของนักเรียนแกนนำและระดับการกำหนดบทบาทของครู 

๑)    พัฒนาการของนักเรียนแกนนำ  ๔ ระดับ 

  • ขั้นนิยาม หมายถึง นักเรียนรู้จักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษาอย่างถูกต้อง ว่า เป็นหลักปรัชญาที่ในหลวงพระราชทานให้ปวงชนชาวไทย ให้เป็น "หลักคิด" "หลักปฏิบัติ" ในการดำเนินชีวิต ด้วย ๓ ห่วง ๒ เงื่อนไข ๔ มิติ 
  • ขั้นตีความ หมายถึง นักเรียนสามารถอธิบายเชื่อมโยงกิจกรรมหรือประสบการณ์ของตนเองทั้งกิจกรรมการ เรียนรู้ กิจกรรมเสริมการเรียนรู้ และการดำเนินชีวิตประจำวันของตนเอง กับหลัก ปศพพ. ด้านการศึกษาได้อย่างสอดคล้อง
  • ขั้นนำไปใช้ หมายถึง นักเรียนสามารถนำหลัก ปศพพ.ด้านการศึกษา ไปใช้กับตนเองทั้งกิจกรรมการเรียนรู้ กิจกรรมเสริมการเรียนรู้ และการดำเนินชีวิตประจำวันของตนเอง จนเกิดผลลัพธ์กับตนเอง 
  • ขั้นให้/แบ่งปัน หมายถึง การน้อมนำมาทำกับตนเองอย่างจริงจังต่อเนื่องจนเกิดผลลัพธ์ประทับใจ ถึงขั้น "ระเบิดจากภายใน" ตนเอง ภูมิใจอยากบอกต่อ มีความสุขที่ได้ให้และแบ่งปันกับคนอื่น เห็นคุณค่าและความดีของ ปศพพ.ด้านการศึกษา ด้วยตนเอง

๒)    บทบาทครูแกนนำ ๔ ระดับ

บทบาทครูแกนนำ ที่พบในการขับเคลื่อน ปศพพ. ซึ่งสอดคล้องกับ พัฒนาการ ๔ ระดับ ได้แก่
  • ระดับที่ ๑ ใช้วิธีการขับเคลื่อนแบบ "บอก สอน ป้อน สั่ง" หมายถึง การพร่ำสอน กำกับ ควบคุม หรือบรรยายบอกเกี่ยวกับ ปศพพ.ด้านการศึกษาให้นักเรียน 
  • ระดับที่ ๒ ใช้การ "ถอดบทเรียน" อย่างมีรูปแบบ โดยกำหนดคำถามตายตัว โดยมาก ใช้แบบฟอร์ม ใบงาน หรือรูปแบบที่ครูคิดขึ้น 
  • ระดับที่ ๓ ใช้การสอดแทรกในกิจกรรมการเรียนการสอน กิจกรรมเสริมการเรียนรู้ และในการดำเนินชีวิตของนักเรียน อย่างไม่มีรูปแบบตายตัว โดยทำทุกโอกาส โดยมากเป็นการตั้งคำถาม 
  • ระดับที่ ๔ เป็นการสอดแทรกอย่างเป็นธรรมชาติ เป็นการถ่ายทอดประสบการณ์ตรงของตนเอง สอดแทรกเมื่อโอกาสเวลาที่เหมาะสมตามบริบท นักเรียนไม่รู้ตัวว่ากำลังถูกบ่มเพาะปลูกฝัง ปศพพ. จนกว่าจะเกิดองค์ความรู้นั้นในตนเองด้วยตัวเอง

๓)    พัฒนาการของโรงเรียน ๓ ระดับ

ในการประเมินว่า โรงเรียนอยู่ระดับใด พร้อมหรือไม่ที่จะเป็นโรงเรียนศูนย์การเรียนรู้ฯ ข้อสังเกตที่สำคัญเชิงอุดมคติที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างโรงเรียน ที่มีพัฒนาการแตกต่างกัน ๓ ระดับ  ดังรูป


ระดับที่ ๑ โรงเรียนสถารศึกษาทั่วไป  ผู้อำนวยการและครูใช้หลัก ปศพพ. โดยไม่รู้ตัว นักเรียนเกิดอุปนิสัย"พอเพียง"โดยไม่รู้ตัว เพราะหลักสูตรแกนกลาง ๒๕๕๑ ได้กำหนดให้ปลูกฝังอุปนิสัย “พอเพียง” อยู่แล้ว หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นหลักสูตร “พอเพียง” นั่นเอง
ระดับที่ ๒ โรงเรียนสถารศึกษาพอเพียง ผู้อำนวยการและครูใช้หลัก ปศพพ. อย่างรู้ตัว รู้จักหลัก ปศพพ. (นิยาม) ครูเข้าใจและสามารถอธิบายความ (ตีความ) หลัก ปศพพ. กับกิจกรรมการเรียนการสอนและกิจกรรมเสริมต่างๆ ได้ นักเรียนเกิดอุปนิสิย"พอเพียง"โดยไม่รู้ตัว
ระดับที่ ๓ โรงเรียนศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา ผู้อำนวยการและครูใช้หลัก ปศพพ. อย่างรู้ตัว นักเรียนเกิดอุปนิสัย "พอเพียง" และรู้ตัว สามารถบอกต่อได้อย่างถูกต้อง

ระดับความสำเร็จของการขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา

ระดับความสำเร็จของการขับเคลื่อนฯ สู่ผู้บริหารโรงเรียน ครู และนักเรียนแกนนำ ที่ประเมินจากผลการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และถอดบทเรียนในเวทีต่างๆ และจากประสบการณ์การลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและประเมินความพร้อมเพื่อรับการประเมินเป็น ร.ร.ศรร.ฯ โดยพิจารณาตามแนวทางที่กำหนดในเกณฑ์ก้าวหน้า ดังนี้
ระดับความสำเร็จด้านผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับตัวบุคคล


ระดับ ๑
ระดับ ๒
ระดับ ๓
ระดับ ๔
ระดับ ๕
ผอ.
รู้และเข้าใจหลัก ปศพพ.

นำไปปฏิบัติกับตนในชีวิตและงานบริหาร ร.ร.
เกิดผลลัพธ์และถ่ายทอดสู่ครู/ผู้อื่น
ขยายผลสู่ชุมชน /โรงเรียนอื่นๆ
ระเบิดจากภายในภูมิใจขยายผล ปฏิบัติต่อเนื่อง ยั่งยืน
(เกิดอุปนิสัยพอเพียง)
ครู
นำไปปฏิบัติกับตนในชีวิต
การจัดการเรียนการสอน และกิจกรรมเสริม
เกิดผลลัพธ์และถ่ายทอดสู่เพื่อนครูและนักเรียน
ขยายผลสู่ครูโรงเรียนอื่น/ ชุมชน
นักเรียน
นำไปใช้ในชีวิตประจำวันของตนเอง การเรียน และการทำกิจกรรมในโรงเรียน
สามารถถ่ายทอด อธิบาย ตีความ ตามหลัก ปศพพ.
ขยายผลสู่คนใกล้ชิดและนักเรียนอื่นๆ

ระดับความสำเร็จด้านกระบวนการขับเคลื่อนของโรงเรียน 

มิติของการขับเคลื่อนฯ
ระดับ C
ระดับ B
ระดับ A
การบริหารจัดการ และการพัฒนาครู
-      เน้นบริหารงานแนวดิ่ง (top-down) สั่งการและตัดสินโดยฝ่ายนโยบายและบริหาร
-      มีวิสัยทัศน์ชัดเจนในการขับเคลื่อน ปศพพ. ในโรงเรียน
-      มีแผนและการจัดสรรทรัพยากรต่างๆ เพื่อสนับสนุนมุ่งสู่วิสัยทัศน์
-      ผู้บริหารและคณะครูเห็นความสำคัญและมีความมุ่งมั่นสู่ความสำเร็จเพื่อนักเรียน
-      ครูมีความรู้ความเข้าใจในหลัก ปศพพ. ด้านการศึกษาอย่างถูกต้อง
-   ตามระดับ C
-   การบริหารงานแนวราบ
-   มีการขับเคลื่อนฯ สู่วิสัยทัศน์ของโรงเรียน โดยน้อมนำหลัก ปศพพ. มาใช้ทุกขั้นตอนของการบริหาร
-   ครูนำหลัก ปศพพ. มาใช้ในการจัดการเรียนการสอนในห้องเรียน และกิจกรรมเสริม


-      ตามระดับ B
-      การบริหารจัดการส่งผลให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่างการจัดการเรียนรู้ กิจกรรมเสริมการเรียนรู้ และการดำเนินชีวิต
-      ผู้อำนวยการโรงเรียนและครูตระหนักว่า การขับเคลื่อน ปศพพ. ไม่ใช่งานเพิ่มเติม แต่เป็นหลักคิด หลักปฏิบัติในทุกๆ เรื่อง
การจัดการเรียนรู้
-      จัดการเรียนรู้แบบเดิมที่ยังเน้นเนื้อหา เน้นการท่องจำ พร่ำสอน ครูบอก ออกคำสั่ง ห้ามปราม ปลูกฝังโดยใช้ครูเป็นศูนย์กลาง
-      จัดกิจกรรมหรือโครงการเสริมสร้างอุปนิสัยอย่างแยกส่วน แยกวิชาการออกจากคุณธรรม แยกทฤษฎีออกจากปฏิบัติ เช่น โครงการส่งเสริมคุณธรรม การสอนโครงงานของแต่ละวิชา โครงการแข่งขันทางวิชาการโครงการส่งเสริมอุปนิสัยพอเพียง ฯลฯ
-      จัดการประเมินการเรียนรู้แบบเดิม คือ “ประเมินแบบได้-ตก”เน้นประเมินความรู้มากกว่าทักษะ
-      ครูทำงานแบบเดี่ยว ต่างคนต่างทำ  นักเรียนเรียนแบบเดี่ยว
-      จัดการเรียนโดยเน้นนวัตกรรมช่วยสอน เช่น สื่อ สื่อคอมพิวเตอร์ หนังสือเรียน ฯลฯ เพื่อให้ท่องจำได้ง่ายขึ้น ทำได้เร็วขึ้น การสอนแบบบูรณาการแบบสหวิทยาการ
-      จัดกิจกรรมหรือโครงการแบบบูรณาการแบบต่างๆ ที่ครูเป็นผู้ออกแบบและกำหนดขั้นตอน (นักเรียนยังไม่มีบทบาท)เช่น การทำฐานการเรียนรู้ การสอนโครงงานบูรณาการ ฯลฯ
-      จัดระบบการ “ประเมินเพื่อพัฒนา” ทั้งด้านความรู้ ทักษะ และเจตคติ ที่เน้นครูเป็นผู้ประเมิน โดยใช้เครื่องมือเชิงปริมาณ
-      ครูทำงานเป็นทีม นักเรียนเรียนแบบเดี่ยว
-      จัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑ เน้นการเรียนรู้ของนักเรียน “สอนน้อย เรียนมาก” ให้ความสำคัญกับการสร้างแรงบันดาลใจ วินัยในตนเอง และทักษะการเรียนรู้ ฝึกให้มีทักษะชีวิต “เรียนชีวิต ไม่ใช่เรียนวิชา”
-      จัดกิจกรรมการเรียนรู้หรือโครงงานบูรณาการบนฐานปัญหาหรือสถานการณ์จริงของชุมชนหรือสังคม โดยเน้นการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริง โดยเชื่อมโยงกับความรู้และทักษะทั้งในชั้นเรียนและนอกชั้นเรียน (เน้นการนำไปใช้ในชีวิตจริง)
-      เน้นให้นักเรียนได้ประเมินตนเอง ประเมินเพื่อเรียนรู้วิธีการเรียนรู้ของตนเอง เป็นการ “ประเมินความเปลี่ยนแปลง” ของนักเรียน
ความสัมพันธ์กับชุมชนและโรงเรียนอื่นๆ
-      ชุมชนยังไม่มีส่วนร่วมในการพัฒนาการเรียนรู้ ชุมชนยังมีความเข้าใจว่า การเรียนรู้เกิดขึ้นที่โรงเรียน
-      ความสัมพันธ์เป็นแบบทางเดียว เช่นให้ความร่วมมือตามที่โรงเรียนเรียกร้อง ชุมชนให้การสนับสนุน ฯลฯ  โรงเรียนยังไม่ได้เป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชน

-      ชุมชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาการเรียนรู้ในโรงเรียน ชุมชนมีความตระหนักว่า โรงเรียนเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาชุมชนและสังคม
-      ความสัมพันธ์เป็นแบบสองทาง ได้ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมประเมินผล
-      ตามระดับ B
-      โรงเรียนเป็นศูนย์การเรียนรู้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของชุมชนและสังคม
-      โรงเรียนมีส่วนในการแก้ปัญหาและพัฒนาชุมชนโดยเฉพาะด้านการพัฒนาเยาวชน

 

ตารางสรุปผลการประเมินพัฒนาการและความสำเร็จของการขับเคลื่อนฯ

ประเมินระดับพัฒนาการและความสำเร็จตามแนวทางที่กำหนดข้างต้น โดยใช้ประสบการณ์การลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม การสนทนาพูดคุยในเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ต่างๆ ตลอดทั้งการติดต่อสอบถามจากคณะกรรมการตรวจเยี่ยม ปรากฏผลดังนี้ (M:ด้านบริหารจัดการและการพัฒนาครู, L:ด้านการจัดการเรียนรู้, C:ด้านความสัมพันธ์กับชุมชนและหน่วยงานภายนอก)

ลำดับ
ชื่อโรงเรียน
พัฒนาการของนักเรียน
บทบาทของครูแกนนำขับเคลื่อนฯ
บุคลากร
โรงเรียน
ผอ.
ครู
นร.
M
L
C
๑.            
วาปีปทุม








๒.            
นาดูนประชาสรรพ์








๓.            
ประชาพัฒนา








๔.            
บรบือ








๕.            
ผดุงนารี








๖.            
โกสุมวิทยาสรรค์








๗.            
กันทรวิชัย










ผลการประเมินขอเก็บไว้เป็นความลับก่อนนะครับ บันทึกต่อไปจะเล่าเรื่องการประเมินของแต่ละโรงเรียน และสะท้อนข้อความเห็นของกรรมการ  หากท่านติดตามจะสามารถรู้ผลการประเมินได้เอง

วันอังคารที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2557

SEEN มหาสารคาม _๐๑ : จุดเชื่อม LLEN เพื่อร่วมกันขับเคลื่อน ปศพพ.

วันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๕๗ ผมกับทีมงาน CADL มีโอกาสได้รดน้ำดำหัว ขอพรจากท่าน ผอ.ชนิสรา ดวงบุพผา ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต ๒๖ มหาสารคาม ตั้งแต่วันนั้น จนถึงวันนี้ ผมได้พบและสนทนากับท่าน ๓ ครั้งแล้ว สัมผัสถึง "ความเข้าใจในปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา" อย่างลึ้กซึ้ง  ซึ่งผมสะท้อนจากประสบการณ์การทำงานในพื้นที่ในหลากหลายตำแหน่งที่ท่านเล่าให้ฟัง และเห็นความเมตตาและกรุณาให้โอกาสเรา CADL ได้เข้าไปมีส่วนร่วมกับการขับเคลื่อน ปศพพ. ในเขตฯ ซึ่งจะเขียนเล่าให้ท่านฟังต่อๆ ไป



ท่าน ผอ.เขตฯ ปรารภว่า จังหวัดเราได้ชื่อว่าเป็น "เมืองแห่งการศึกษา ตักศิลา นคร" แต่พอขับเคลื่อน ปศพพ. ด้านการศึกษา แต่ปรากฎว่า ขณะนี้เรายังไม่มี โรงเรียนศูนย์การเรียนรู้ตามหลัก ปศพพ. เลย โดยเฉพาะ ทีมขับเคลื่อนฯ อีสานตอนบนเรา ก็อยู่มหาวิทยาลัยในเขตพื้นที่เดียวกัน  ....  จึงเป็นที่มาของการวางแผนการขับเคลื่อน ปศพพ. ในเขตพื้นที่ สพม. ๒๖ ร่วมกันระหว่าง CADL กับ ศน.รพีพรรณ ปางทอง ศึกษานิเทศก์ที่รับหน้าที่ขับเคลื่อนฯ

ความจริงทีมงานขับเคลื่อนฯ ของเขตฯ ๔ ท่าน ได้แก่

๑) ผอ. คณาพร เทียมกลาง อดีต ผอ.โรงเรียนดงใหญ่วิทยาคม รัชมังคลาภิเษก ปัจจุบันเป็น ผอ.โรงเรียนกันทรวิชัย
๒) ผอ. เกษม ไชยรัตน์ ผอ.โรงเรียนนาเชือกพิทยาสรรค์
๓) ผอ. ปราณี รัตนธรรม ผอ.โรงเรียนมิตรภาพ
๔) ศน. รพีพรรณ ปางทอง ศึกษานิเทศก์  เป็นเลขานุการ

ทีมขับเคลื่อนฯ ของเขตฯ เข้มแข็งมาก เห็นได้จากผลสำเร็จที่สามารถพาโรงเรียนทั้งหมดในเขตพื้นที่ ผ่านการประเมินเป็นสถานศึกษาพอเพียงได้เต็ม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์  ผมคิดว่าปัจจัยของความสำเร็จสำคัญอยู่ที่ตัวบุคคลตามรายชื่อคณะทำงานข้างต้น

เราตกลงกันว่า เราจะร่วมกันขับเคลื่อนฯ ในปีการศึกษานี้อย่างเต็มที่

ซึ่งความจริงวันนี้ก็ผ่านการกระบวนการตรวจเยี่ยมมาแล้ว จะมาเล่าให้ฟังในบันทึกต่อไปครับ

ผมถือว่านี้เป็นอีกก้าวหนึ่งของ LLEN มหาสารคาม ที่ผมติดตามต่อเนื่องมานาน

วันจันทร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2557

SEEN อีสาน_๐๑ : อุปนิสัยพอเพียง คืออะไร ?

วันที่ ๒๖-๒๗ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ทีมขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่สถานศึกษา อีสานตอนบน จัดเวทีถอดบทเรียนการขับเคลื่อนฯ โดยใช้ "กระดาษ ๙ แผ่น" ซึ่งเน้นการปลูกฝัง บ่มเพาะอุปนิสัยพอเพียง ด้วยการสอดแทรกในกระบวนการเรียนจัดการเรียนการสอน  ได้รับโอกาสจากอาจารย์ศศินี ลิ้มพงษ์ อาจารย์สุจินดา งามวุฒิพร และน้องสมเกียรติ พุทธิจรุวงศ์ มาเป็นผู้ทรงคุณวุฒิตลอดงาน... ขอบพระคุณท่านไว้ ณ ในที่นี้ด้วยครับ


หลังจากการแลกเปลี่ยนวันแรกจบลง DAR บอกเราว่า ประเด็นสำคัญที่ต้องทำให้ "เข้าใจในความหมาย" ให้ตรงกันคือคำว่า "อุปนิสัยพอเพียง"  ผม "โยน" คำถามนี้เข้าไปใน "วง" แล้วส่งไมค์ซ้ายไปขวาจนวนมาครบทุกคน


  • ก่อนจะทำสิ่งใดๆ จะต้องคิดก่อน และต้องมีเหตุและผล ตามหลักวิชาการ คำนึงถึงคุณธรรม
  • มีเหตุ-ผล วางแผน ก่อนจะลงมือปฏิบัติ
  • มีความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย ปรับตัวได้ดี ใช้จ่ายเงิน เผื่อแผ่ มีคุณธรรม
  • ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ทำเรื่องยากให้ง่าย ไม่เปรียบเทียบ
  • คิดเป็น แก้ปัญหาเป็น มีเหตุผล มีคุณธรรม มีภูมิคุ้มกัน ใช้ชีวิตให้อยู่ในสังคมได้
  • คุณธรรมที่ครูปลูกฝังให้กับนักเรียน
  • คิดและทำอย่างพอดี ไม่มาก น้อย เกินไป ไม่เบียดเบียนผู้อื่น
  • พฤติกรรมทุกอย่างที่แสดงออกมาจากการวิเคราะห์ตนเอง
  • ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ตนเองและผู้อื่น
  • อย่างน้อยให้มีศีล 5
  • ปฏิบัติตนให้พอเหมาะกับอัตภาพของตนเอง
  • กระบวนการคิดและวางแผน ภายในกิจกรรม มีเหตุผล และไม่ลืมคุณธรรมจริยธรรม
  • พฤติกรรมที่แสดงออกในทางบวก กล้าคิด กล้าธรรม มีเหตุผล
  • เป็นคนช่างคิด ช่างสังเกต มีเหตุผล อดทน อดออม จัดการตนเองได้ คำนึงถึง 4 มิติ
  • การกระทำ แสดงออกเหมาะสม ไม่ทำให้ผูื้อื่นเดือดร้อน
  • การคิดอย่างรอบคอบ สมเหตุสมผล พึ่งตนเอง พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงทั้ง 4 มิติ
  • คิดรอบคอบ มีเหตุผล ลึก รู้จริง มีภูมิฯ
  • บริหารจัดการอย่างพอเหมาะ พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง
  • รู้จักคิด วิเคราะห์ รอบคอบ เลือกทางปฏิบัติที่เหมาะสม มีคุณธรรม
  • การที่บุคคลมีเหตุผลรองรับการกระทำทุกอย่าง ถูกต้องตามครรลองคลองธรรมเหมาะสมกับฐานะของตน
  • ต้องตระหนัก ถึงการกระทำที่พอดี ถึงการกระทำ สถานภาพตนเอง
  • การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนตามบริบทของโรงเรียน
  • ลักษณะนิสัยที่เกิดขึ้นกับตนเอง ตามหลัก ปศพพ.
  • พฤติกรรมที่กระทำอย่างต่อเนื่อง ทั้งกาย วาจา ใจ มีเหตุผล
  • พฤติกรรมที่แสดงออกอย่างมีสติ บนพื้นฐานอย่างมีเหตุผลอยุ่ร่วมกับสังคมได้อย่างมีความสุข
  • การปฏิบัติตนแบบเรียบง่าย เป็นคนดี มีเหตุผล อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข
  • เป็นการดำเนินชีวิตบนพื้นฐานตามอัตภาพตัวตน
  • นิสัยอะไรก็ได้ที่ทำแล้วดี จนเกิดเป็นสันดานแล้วประพฤติติดตัวตลอด
  • พฤติกรรมที่เราทำบ่อยๆ ซ้ำๆ ในทางที่ดี ทำจนเป็นนิสัยทั้ง กาย วาจา ใจ
  • พฤติกรรมของบุคคลที่แสดงออกในการปฏิบัติตนทุกเรื่อง ไม่ประมาท ใฝ่เรียนรู้
  • การปฏิบัติตนในวิถีชาวพุทธ
  • การดูแลปัจจัย 4
  • การปฏิบัติตนต่อบุคคลต่างๆ (ทิศ 6)
  • การวางตัวอย่างพอประมาณสำหรับตนเอง และต้องคำนึงถึงเหตุผล พร้อมกับปลูกฝังสิ่งนี้กับนักเรียน เกิดประโยชน์กับสังคมมากที่สุด
  • รู้จักใช้ชีวิตอย่างพอประมาณ มีการวางแผน ใช้-จ่ายให้สมดุล สมเหตุสมผล มีคุณธรรม
  • หลักในการคิดดี ปฏิบัติดี
  • พฤติกรรมที่ดี มีคุณธรรมทั้ง 8 ข้อ ที่ทุกโรงเรียนควรจะปลูกฝัง ควรเพิ่มคุณธรรมทางพระพุทธศาสนา เช่น ศีล 5
  • การดำรงอยู่ด้วยความสมดุล พร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลง
  • การปฏิบัติอย่างมีเหตุผล มีความเหมาะสม ตามอัตภาพตนเอง
  • การกระทำ/พฤติกรรม จะต้องใช้เหตุผล พิจารณา ก่อน รู้เหตุ รู้ผล รู้ตน รู้ประมาณ รู้กาลเทศะ รู้จักสถานที่ รู้ชุมชน
  • การนำหลักคิด หลักปฏิบัติ ตามหลัก ปศพพ. มาใช้ในชีวิตประจำวัน จนเกิดเป็นนิสัยที่ดี ส่งผลให้ตนมีความสุข และผู้อื่นก็มีความสุข
  • เป็นการวางแผนในการดำเนินชีวิต โดยนำศีล 5 มาใช้ และตั้งอยู่บนเหตุผล พอดี พอเหมาะกับตน เห็นคุณค่าของสิ่งรอบข้าง
  • พฤติกรรมที่แสดงออกว่า รู้ตัว รู้ตน ทำทำไม ส่งผลต่อผู้อื่นหรือไม่ รอบคอบ ไม่ประมาท สรุปคือ มีสติ
  • เปรียบเทียบกับการทำบุญ ทำโดยไม่หวังผลตอบแทน
  • สิ่งที่เราสั่งสมความดี พองาม ตามอัตภาพ เป็นผู้ให้ แบ่งปัน
  • อุปนิสัย สรุป ได้คือ คุณลักษณะที่ดีประพฤ/ติปฏิบัติ อยู่บนพื้นฐานความพอเหมาะ พอดี และตามหลัก 3 ห่วง 2 เงื่อนไข 3+2 = พอเพียง
  • รักและภูมิใจรากเหง้าของตนเอง

ผมบอกเวทีว่า ไม่มีใครผิด ไม่มีใครไม่ถูก เพราะทุกคำตอบล้วนแต่ออกมาจาก "หลักคิดที่พอเพียง" เพราะ "ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง" เป็น "หลักคิด" เมื่อนำ "หลักคิด" ไปใช้ สิ่งที่จะได้คือ "แนวปฏิบัติ" คือ "แนวปฏิบัติที่พอเพียง" เมื่อปฏิบัติจนชำนาญเป็นอัตโนมัติ จะตกผลึกเป็น "หลักปฏิบัติ" ในที่สุด

อาจารย์ศศินีย์ ท่านสรุปคำนิยามจากผู้ใหญ่ ที่ให้คำนิยามไว้ดังสไลด์ด้านล่าง



และสรุปอีกสไลด์ ที่ท่านใช้ขับเคลื่อนฯ บ่อยๆ



อาจารย์สุจินดา เสนอผลสรุปจากการระดมสมองแลกเปลี่ยนแกนนำขับเคลื่อนฯ ของมูลนิธิฯ ตั้งแต่วันที่ ๓ เมษายน ๒๕๕๖ ดังสไลด์ด้านล่าง



ผมสรุปอีกในตอนท้าย แต่คล้ายๆ ว่าจะไปไกลมาก จึงขอนำไปฝากไว้ในบันทึกหน้านะครับ

วันอาทิตย์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2557

กิจกรรม สอนวิธีการปรับใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษากับชีวิตประจำวัน

วิธีการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปปรับใช้ด้านการศึกษา ผู้รู้ผู้ใหญ่แนะนำไว้ว่าทำได้ ๓ วิธี ได้แก่ การนำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนในห้องเรียน ใช้ในการบริหารจัดการและกิจกรรมเสริมการเรียนรู้ในโรงเรียน และนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน อ่านได้ที่นี่ครับ

ผมเข้าใจวิธีการน้อมนำหลัก ปศพพ. ด้านการศึกษามาใช้กับชีวิตประจำวัน จากอาจารย์ฉลาด ปาโส ครูโรงเรียนเชียงขวัญพิทยาคม อ.เชียงขวัญ จ.ร้อยเอ็ด ผมเขียนบันทึกไว้ที่นี่ ท่านลองฟังดู เข้าใจแน่นอนครับ

กิจกรรมต่อไปนี้ ผมนำวิธีของอาจารย์ฉลาดมาปรับนิดหน่อย เพื่อให้ง่ายต่อการสื่อสาร ผู้อ่านที่จำนำใช้ สามารถนำไปปรับได้ตามอัธยาศัย แต่อย่าลืมให้เครดิตผู้คิดคืออาจารย์ฉลาด ปาโส ด้วยนะครับ 

กิจกรรมแบ่งออกเป็น ๓ ขั้นตอน ได้แก่ ๑) ขั้นพาคิดพาเขียน ๒) ขั้นชวนคิดชวนเขียน และ ๓) ขั้นแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ดังนี้

๑) ขั้นพาคิดพาเขียน

เริ่มโดยพาเขียนรูปพระพุทธรูป ดังภาพด้านล่าง (ท้าให้ท่านเขียนโดยไม่ยกปากกาแม้แต่ครั้งเดียว) แล้วค่อยๆ พาเขียนไปที่ละหัวข้อจาก ๑ จนถึงข้อ ๔


ผมมีตัวอย่างการเลี้ยงลูกวัย ๒ ขวบของผมมาลองให้ท่านดูด้วยครับ


๒) ขั้นการชวนคิดชวนเขียน 

ขั้นนี้ให้ท่านอธิบายหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ๓ ห่วง ๒ เงื่อนไข ๔ มิติ ก่อน แล้วค่อยย้อนถามกลับไปว่า กิจกรรมที่เราทำในขั้นที่ ๑) นั้น สอดคล้องกันอย่างไรกับ ๓ ห่วง ๒ เงื่อนไข ๔ มิติ

(ตรงเงื่อนไขความรู้  ต้องเป็น รอบรู้ รอบคอบ ระมัดระวัง นะครับ ในสไลด์นี้ต้องการขยายความ)


๓) ขั้นแลกเปลี่ยนเรียนรู้

แบ่งกลุ่มผู้เข้าร่วม กลุ่มละ ๔ คน นำผลการคิดและเขียนของแต่ละคนในขั้นที่ ๑) - ๒) มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน โดยเวียนให้เล่าเรื่องทีละคน ก่อนจะร่วมกันสรุปบทเรียน และถอดบทเรียนของกลุ่มตนเอง เพื่อนำเสนอต่อไป


วันเสาร์ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2557

เรียนรู้จากที่ประชุมระพีเสวนา ครั้งที่ ๗/๗

วันที่ ๘-๙ เมษายน ๒๕๕๗ ที่ผ่านมา จิตวิญญาณของผมถูกยกระดับขึ้นอีกหลังจากที่ได้สดับจากผู้รู้ "ครูของแผ่นดิน" หลายท่าน ในงานระพีเสวนาครั้งที่ ๗/๗ ขอกราบขอบพระคุณมูลนิธิสยามกัมมาจล ที่ได้มอบโอกาสอันมีคุณค่านี้ ให้ผมได้มีโอกาสเข้าร่วมเรียนรู้ และนำมาแบ่งปันท่านผู้อ่านในบันทึกนี้

หากท่านสนใจจะดูคลิปวีดีโอการบรรยายและเสวนาทั้งหมด โปรดคลิกไปที่ ระพีเสวนาครั้งที่ ๗/๗ ซึ่งรวมเทปบันทึกเกือบจะตลอดงานไว้แล้ว ในบันทึกนี้ ผม "ตัดต่อ" เอาเฉพาะส่วนที่ผมประทับใจได้เรียนรู้มากๆ มาอัฟโหลดใหม่ เชิญท่านพิจารณาเถิด...

ข่าวดีที่สุดที่อยากบอกต่อไปยัง "พ่อๆ" ปราชญ์ชาวบ้าน หรือผู้ที่มีความ "เชี่ยวชาญ" ด้านทักษะชีวิตและการทำงาน ... ขณะนี้ สถาบันอาศรมศิลป์ ได้เปิดหลักสูตร "ผู้ประกอบการสังคม" ที่ท่านสามารถสมัครเข้าเรียนฟรี...ถ้าท่านเป็นผู้ "ศีลเด่น เป็นงาน ชาญวิชา (จิตอาสาเป็นนิตย์)" ซึ่งเป็นปรัชญา/ค่านิยมของหลักสูตรฯ ท่านจะได้ "ปัญญาบัตร" ซึ่งเทียบได้ (ความจริงมีค่ากว่า) กับ ปริญญาบัตรที่ใช้ชี้วัดค่าของคนไทยในสมัยนี้ (ประชดครับ)...  ผมขอหลักสูตรฯท่านมาศึกษาแล้ว เพราะกำลังสูตรปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงตามนโยบาย มมส. ต่อไป ครับ

การเสวนาเริ่มด้วย สุนทรียดนตรีและสุนทรพจน์จาก ศ.ระพี และคณะครูจากโรงเรียนรุ่งอรุณ ... ผมเป็นคนไม่ค่อยเข้าถึงสุนทรียะทางดนตรี แต่สำหรับการเล่าเรื่องของท่าน ผมคิดว่า มีสุนทรียะจนน้ำตามคลอด้วยความปีติทีเดียว


สังเกตว่า แม้ท่านจะอายุถึง ๙๓ ปีแล้ว แต่ยังมีสติปัญญาและความแม่นยำทั้งเนื้อหาและจังหวะสูงมาก ผมคิดว่า ความดี+ดนตรี คือปัจจัยและเครื่องมือสำคัญที่ทำให้ท่านมี สติ+สมาธิ และ "เย็น" อย่างที่ท่าน"เป็นแบบอย่าง" ในวันนี้.....ผมสัมผัสถึงความจงรักภักดีอย่างที่สุดของท่าน ผมคิดว่า ความดี+ดนตรี นี้เองที่เป็นปัจจัยให้ท่านได้มีโอกาสได้ดำเนินชีวิตใกล้ชิดเบื้องพยุคลบาท




ผมตีความสิ่งที่ท่านเล่าในสุนทรียะโวหารว่า คนไทยส่วนหนึ่งเข้าใจผิด(และโจมตี..ผมเติม) ๒ ประการ  หนึ่งคือเข้าใจว่าในหลวงเป็นมีรายได้มากมายมหาศาล แต่ความจริงมีเพียงเงินส่วนที่รับจากการจัดสรรงบประมาณประจำปี และอีกส่วนที่ได้รับตามประสงค์ของผู้ถวายตามความสมัครใจที่จะให้ อีกประการหนึ่งคือเข้าใจว่า ในหลวงสั่งการหน่วยงานราชการต่างๆ แต่ความจริงไม่ใช่

ท่านเล่าตัวอย่างเหตุการณ์ตอนสมัยหนึ่งที่ในหลวงเสด็จมาร่วมทรงดนตรีร่วมกับ KU-Band ที่ ม.เกษตรฯ บ่อยๆ ช่วงนั้นประชาธิปไตยกำลังดัง  อยู่ๆ ก็มีนักศึกษาคนหนึ่งเดินขึ้นไปบนเวที แล้วยื่นจดหมายถวายฎีกา ในหลวงทรงรับไว้แล้วส่งต่อให้องค์รักษ์เก็บไว้ และทรงดนตรีต่อไป  ปรากฎว่าหลายวันถัดมา ทราบข่าวว่านักศึกษาคนดังกล่าว ถูกคัดชื่อออกจากผู้ได้รับทุน ในหลวงถามท่านถึง ๓ ครั้งว่าเปลี่ยนได้ไหม โดยครั้งสุดท้ายถามตรงๆ ว่า "ตกลงจะไม่เปลี่ยนจริงเหรอ....ท่านรู้ไหมว่า หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หมายถึงอะไร" ... สุดท้ายก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไร ท่านตีความหมายของคำในหลวงในตอนสุดท้ายของการเล่าว่า นักศึกษาคนนั้นไม่ได้หมิ่น มหาวิทยาลัยต่างหากที่หมิ่น.....

เรียนรู้ "กิจการเพื่อสังคม" จากประสบการณ์ท่านมีชัย วีระไวทยะ




ผมได้ความรู้ใหม่มากมายจากการฟังบรรยายของท่านมีชัย ที่ประทับใจที่สุดคือ บทสรุปของการทำงาน "ธุรกิจเพื่อสังคม" (ฺBussiness for Social Progress) ตลอด ๓๙ ปี ของท่าน ท่านบอกว่ามันน่าจะเป็นอันเดียวกันกับ "กิจการเพื่อสังคม" (Social Enterprise) ที่ทำแล้วมีกำไร แล้วเก็บไว้เป็นทุนสำรอง ขยายธุรกิจ และนำมาทำกิจกรรมสาธารณประโยชน์ เหมือนที่เรากำลังพูดกันในวันนี้
  • ท่านบอกว่าธุรกิจเพื่อสังคมนั้น "ทำ มีรายได้เกิดขึ้น เลี้ยงตนเองได้ และเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น ไม่ได้เน้นความตะกระเหมือนกันกับธุรกิจทั่วไป..."  
  • การทำธุรกิจเพื่อสังคมนั้น ต้องไม่ทำลายสังคม ทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิด ครอบครัวแตกแยก ต้องไม่ใช่เอาคนหนีจากบ้านไปสู่โรงงาน แต่ต้องเป็นการนำ "งาน" หรือโรงงานมาสู่คน ส่งเสริมความเข้มแข็งของสถาบันครอบครัว
  • เช่นเดียวกัน แทนที่จะเอาคนมาหาการศึกษา แต่ต้องเอาการศึกษามาหาคน แทนที่จะเอาคนหนีจากบ้านไปมหาวิทยาลัย แต่ให้นำมหาวิทยาลัยไปสู่คน ...  เช่น สถาบันอาศรมศิลป์ เป็นต้น
  • ความคิดท่านเปลี่ยนไปใน ๓๙ ปีของการทำงานว่า การทำธุรกิจเพื่อสังคม ต้องไปเริ่มที่คน ไม่ใช่เริ่มที่การตั้งบริษัท ต้องเริ่มที่บุคคล นั่นคือเริ่มที่การศึกษา
  • สิ่งที่ควรทำในการพัฒนาคนด้านการศึกษา คือการพัฒนาให้นักเรียนมีทักษะของผู้ประกอบการตั้งแต่ประถม ท่านนำเสนอตัวอย่างโรงเรียนไม้ใผ่ที่ลำปลายมาศ บุรีรัมย์  (ความจริงอยู่ข้างๆ ลำปลายมาศพัฒนา ที่ผมไปมาแล้วหลายรอบ )
  • ท่านบอกว่า โรงเรียนไทยในปัจจุบันมีแต่สอนท่องจำ เรียนไปเป็นลูกจ้าง ห่างจากบ้านเกิดเก่าภูมิลำเนาตนเอง แต่โรงเรียนที่ท่านทำ ส่งเสริมให้รักและภูมิใจในท้องถิ่น เน้นการคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เด็กๆ ทุกคนได้ฝึกฝนการเป็นเจ้าของกิจการ โตไปอาจมีกิจการงานบริษัทเป็นของตนเอง ท่านบอกว่า เราต้องทำ "โรงเรียนไปสู่พรุ่งนี้" ไม่ใช่ "โรงเรียนไปสู่เมื่อวานนี้" ต้องเปลี่ยนจาก "ท่องจำ" ไปเป็น "ค้นคว้าหาความรู้"
  • โรงเรียนต้องเป็น "ศูนย์กลางของการพัฒนา" ต้องเปลี่ยนจาก "โรงเรียนโทรศัพท์ตั้งโต๊ะ" ไปเป็น "โรงเรียนโทรศัพท์มือถือ" คือ อเนกประสงค์และสร้างสรรค์การเรียนรู้และพัฒนา
  • ประเทศบังคลาเทศ เป็นประเทศที่มี การประกอบการเพื่อสังคมมากที่สุดในโลก
  • บริษัท IKIA ช่วยเด็กๆ เรื่องการศึกษามาแล้วกว่า ๑๐๐ ล้านคน ...  
  • ท่านบอกว่าตลอด ๓๙ ปี ท่านเปิดบริษัทมาแล้วกว่า ๒๘ บริษัท แต่ยังไม่ได้มีผลต่อสังคมมากนักเลยต้องการเครือข่ายในการขยายสิ่งที่ท่านทำออกใปให้เกิดผลในวงกว้าง และตอนนี้ท่านเป็นกรรมการของ สพฐ. จะพยายามผลักดันให้ได้มากที่สุด 
เรียนรู้จากหมอเขียว (ใจเพชร กล้าจน)



หมอเขียวบอกว่า ท่านทำงานนี้มากว่า ๑๙ ปี ปัจจุบันท่านมีเครือข่ายเพื่อนประเภททำอะไรๆ ให้คนอื่นฟรีๆ ช่วยเหลือแบบไม่หวังผลอะไรตอบแทน ซึ่งเจอกันเป็นประจำ ประมาณ ๓๐๐ คน มีแนวร่วมที่รู้จักกันพบปะกันในบางทีบางครั้ง ประมาณ ๑๐,๐๐๐ คน และเครือข่ายทั่วไปที่นำไปใช้นำไปปฏิบัติอีกร่วม ๑๐๐,๐๐๐ คน ไม่นับคนที่เข้าไปเรียนรู้ทางเว็บไซต์อีก ๑๐,๐๐๐,๐๐๐  ....ผมฟังแล้วพลังมุ่งมั่นในการฝึกตนเพิ่มขึ้นๆ คุ้มค่าที่มาวันนี้จริงๆ ....
  • ท่านเห็นด้วยกับแนวทางของสถาบันอาศรมศิลป์  ท่านบอกว่า เราจำเป็นต้องใส่ "ปัญญา" หรือสาระเข้าไปใน "ใบปริญญา" ของคนโง่ ซึ่งจะทำให้เขาฉลาดได้ในวันข้างหน้า
  • เป้าหมายสูงสุดของการศึกษาคือ ชีวิตที่มีคุณค่าและผาสุข ดังนั้น ขอให้การศึกษาสอนให้คนพ้นทุกได้ไหม 
  • ทำไมมีแต่การศึกษาที่สร้างความฉิบหายให้กับผู้ปกครองในปัจจุบัน แล้วผลิตนักเรียนที่พึ่งตนเองก็ไม่ได้ กลายเป็นนักทำลายสังคม... เป็นไปได้ไหมที่เป็นการศึกษา
  • หมอเขียวถนัดเรื่องสุขภาพ ท่านถึงกับบอกว่า ชีวิตเรามีแกนใหญ่ๆ ๒ อย่างที่ขาดไม่ได้เลย คือ สุขภาพและธรรมะ ได้สองประการนี้ ถ้าเขาเก่งเรื่องอะไรส่งเสริมเขาเลย ขอให้มีสองอย่างนี
  • อีกบทหนึ่ง หมอเขียนสรุปว่า ชีวิตที่ดีต้องมี ๔ ประการคือ เป็นชีวิตพอเพียงเรียบง่าย ร่างกายแข็งแรง จิตใจดีงาม และ จิตใจเป็นสุข
  • หมอเขียวบอกว่า ตอนนี้ท่านสามารถรักษาได้ทุกโรคแล้ว ทั้งติดเชื้อและไม่ติดเชื้อ รวมทั้งเอดส์ โดยใช้พุทธวิธีที่ท่านนำมาบูรณาการปรับใช้ เช่น โอวาทปาฏิโมกข์ อปาริหารวิธรรม ๗ สารณียธรรม ๖ ปุริสธรรม ๗ ฯลฯ
  • (ผมซื้อซีดีท่านมาแล้วจะมาเขียนสรุปในโอกาสต่อไป ให้อ่านครับ)

เรียนรู้จาก อาจารย์ยักษ์ ดร.นิวัตน์ ไสยกำธร ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง


ฟังแล้วสนุก เปิดกระโหลก ยิ่งฟังยิ่งมีความสุข อยากให้เวลาท่านพูดนานๆ จริงๆ ครับ
  • ท่านทำงานกับในหลวงมานาน ท่านบอกว่า ... "สิ่งที่พระเจ้าอยู่หัวพูดเนี่ย เป็นหลักสูตรที่ดีที่สุด"
  • ท่านบอกว่า พระเจ้าอยู่หัวเป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้าจริงๆ 
  • ท่านลาออกจากราชการมา ๑๗ ปี ทำงานแบบเนี่ยมาก่อนลาออก ๑๖ ปี (รวมแล้วทำมา ๓๓ ปี)
  • ตั้งแต่เด็กฝันอยากเป็นนานอำเภอ เพราะดูจากหนังคาวบอยว่ามันเป็นได้ง่าย  .... ความฝันอันสูงสุดของชีวิตคือ อยากเป็นลูกจ้าง...
  • "ผมไม่ใช่คนชอบเรียนในห้องเรียน...  ตอนเด็กพายเรือไปเรียน ถูกจับขังห้องฟังครูอยู่ไม่นาน ก็หนีเรียน ...ทำไง..ล่มเรือ->เสื้อเปียก->เรียนไม่ได้ ลอยคอกลับบ้าน เรียนจากคลอง ....หนังสือเปียกน้ำ
  • พี่ชายท่านคือ พลเอก ดร.ทรงศักดิ์ ไสยกำธร งงมากว่าทำไม ได้คะแนนเต็มวิทยาศาสตร์ ศิลปะ วาดเขียน  ... "เต็มซิครับ เพราะมันชอบ ชอบก็เรียน"... 
  • ตอนนี้ CP กับ อมตนคร กำลังขยายอาณาจักรไปยังรัฐฉาน ...เจ้าชายยอดศึกผู้นำรัฐฉานบอกว่า "ประชาธิปไตยของรัฐฉาน มีธรรมะเป็นรากฐาน"
  • เราจะทำธุรกิจอย่างไรไม่ให้เป็น "เศรษฐกิจตาโต" (ที่ในหลวงเรียก) ทำอย่างไรจะเข้าใจ "เศรษฐกิจพอเพียง" จริงๆ 
  • ฯลฯ

นอกจากนี้ก็มีท่านผู้รู้อีกหลายท่าน เชิญท่านสดับรับชมเถิด....













ตลอดการเสวนา ศ.ระพี ท่านจะเดินออกมาร่วมเสนอความเห็นเป็นระยะๆ ทุกครั้งที่ท่านพูด ฟังไม่ดีอาจไม่เห็นความเกี่ยวข้องกับเรื่อง ณ ขณะนั้นเท่าใดนัก แต่ความจริง ทุกอย่างรวมกันอยู่ใจ ที่ตัวตน เป็นธรรมะขั้นโสดาบันนั่นเอง.....

เรียนรู้จาก ศ.ระพี สาคริก
  • ท่านค้านฝรั่งเรื่องหนึ่งว่า  ผสมต้นไม้น่ะ สัตว์ผสมบอกว่าเป็นธรรมชาติ แต่ถ้ามนุษย์ผสมบอกว่าไม่เป็นธรรมชาติ ... ท่านเห็นแย้งอย่างมาก
  • สัตว์โลกแบ่งเป็นอาณาจักรพืชและอาณาจักรสัตว์ พืชเคลื่อนไหวไม่ได้เกิดมาเป็นอาหาร ไม่มีจิตวิญญาณ สัตว์เคลื่อไหวได้เกิดมาเพื่อพัฒนาเปลี่ยนแปลง มีจิตวิญญาณ  คนไทยมักเข้าใจว่า พืชเป็นเพียงอาหารกาย คือเอามากิน เอามาเลี้ยงสัตว์ แต่ไม่ได้เข้าใจว่า เป็นอาหารทางจิตวิญญาณ สร้างสรรค์สุนทรียะ เหมือนชาวตะวันตก....
  • แต่ทุกวันนี้ตะวันตกเริ่มหันมาศึกษาธรรมะกันมาก ศึกษากันทั่วโลก ในขณะที่ทางตะวันออก ประมาทเพราะอุดมสมบูรณ์มาก.... อย่างไรเสียโลกไปนี้ต่อไปข้างหน้าจะถูกเขียนไว้ว่า โลกของเราเคยมีมนุษย์อยู่...
  • ในศาสตร์ทางด้านสถิติบอกว่า "ดีกรีอ๊อฟฟรีดอม" (degree of freedom) เท่ากับ n-1 หมายถึง ทุกอย่างจะต้องเปลี่ยนแปลงและวนกลับเป็นวัฏจักร ในที่สุดสิ่งที่เกิดก็จะดับ ...  
  • การเรียนรู้ออกมาจากจิตอาสา ต้องออกมาจากตนเอง ออกมาจากข้างใน ... คำว่าจิตอาสา ไม่ใช่แค่เพียงพัฒนาคนอื่นเท่านั้น 
  • ในมุมหนึ่ง เด็กคือ "อดีต" ไม่ใช่ "อนาคต" หมายถึง เด็กๆ เป็นอดีตของผู้ใหญ่ ถ้าอยากให้เป็นเหมือนผู้ใหญ่ในปัจจุบัน ก็ทำอย่างที่ถูกสอนมา แต่ว่า ถ้าต้องการให้เขาเปลี่ยนแปลงเป็นผู้ใหญ่แบบใหม่ ต้องใช้วิธีการใหม่ๆ 
  • ฯลฯ