วันอาทิตย์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2557

SEEN มหาสารคาม _๐๗ : ประเมินโรงเรียนผดุงนารี จ.มหาสารคาม

วันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ตอนบ่าย คณะกรรมการประเมินการขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (ปศพพ.) ด้านการศึกษา  กลับเข้ามา อ.เมือง เพื่อตรวจเยี่ยมโรงเรียนผดุงนารี หลังจากที่ตอนเช้าเข้าเยี่ยมโรงเรียนบรบือ อ.บรบือ โรงเรียนผดุงนารีเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษ มีนักเรียนกว่า ๔,๐๐๐ คน เป็นโรงเรียนตามหลักสูตรมาตรฐาน-สากล ดูข้อมูลพื้นฐานของโรงเรียนที่นี่ เว็บไซต์ของโรงเรียนอยู่ที่นี่ เฟสบุ๊คของโรงเรียนอยู่ที่นี่

วันอาทิตย์ที่ ๑๘ พฤษภาคม ผมได้รับการเชิญให้ไป "สนทนา" กับทีมขับเคลื่อนฯ ของโรงเรียนผดุงนารี  ผมพิจารณาว่า เป็นจังหวะดีที่จะได้เรียนรู้ว่า ทางโรงเรียนขับเคลื่อนอย่างไร และมีปัญหาตรงไหนอย่างไร และอีกทั้งเวลาตามตารางที่จะมาประเมินที่โรงเรียนผดุงนารีคือ วันที่ ๒๒ ผมติดราชการเป็นวิทยากรที่ มทร.โคราช จึงเป็นโอกาสที่จะได้สัมภาษณ์ทีมขับเคลื่อนฯ ของโรงเรียนไปด้วย และผมตีความว่า นี่เป็นความกระตือรือล้นของโรงเรียนในการเตรียมตัว เตรียมงาน อาจเป็นเพราะทางทีมคณะกรรมการอาจจะยังไม่เพียงพอในการสื่อสาร จึงทำให้เกือบทุกโรงเรียนยังไม่เข้าใจกระบวนการประเมินในครั้งนี้ ด้วยเหตุนี้ทำให้มีการปรับเปลี่ยนตารางการประเมินใหม่ จึงเป็นโอกาสให้ผมได้เข้าร่วมประเมินได้ในที่สุด ผมคิดเหตุการณ์นี้เป็นการนำหลัก ปศพพ. มาใช้ในการทำงานประการหนึ่งของทีมขับเคลื่อนฯ ของโรงเรียน.... ยิ่งเรียนรู้ ยิ่งทำให้ผมมั่นใจมากขึ้นเรื่อยๆ ว่า การพูดคุยสนทนากันแบบไม่เป็นทางการนั้น "ทรงประสิทธิภาพ" สอดคล้องกับบริบทของคนไทยมากกว่า "การส่งจดหมาย ขอเข้าพบ" มากนัก


ความภูมิใจที่สัมผัสได้จาการนำเสนอของผู้บริหาร คือ ความสำเร็จในการส่งเสริมศักยภาพของนักเรียนจนสามารถชนะเลิศการแข่งขันทั้งระดับประเทศและระดับนานาชาติ ได้แก่ วงอีสาน-ดรัมไลน์ และตะกร้อลอดห่วงหญิงรุ่นอายุไม่เกิน ๑๘ ปี (อ่านข่าวที่นี่) เป็นต้น


ดูข่าวการชนะเลิศระดับโลกของวง อีสาน-ดรัมไลน์ ได้ที่คลิปนี้ 


ดูการแสดงจริงๆ ของวงได้ที่คลิปนี้  น่าจะได้รับเชิญไปแสดงที่อเมริกาหลังจากได้แชมป์แล้ว


ผมตีความและสังเคราะห์ว่า ปัจจัยของความสำเร็จอยู่ที่ "ความเพียร" การฝึกฝนอย่างหนักของนักเรียน ภายใต้ความเข้มงวดของครูผู้รับผิดชอบ และอีกประการสำคัญน่าจะเป็น "วิสัยทัศน์" และ วิธีการบริหารจัดการและ "สนับสนุน" อย่างเต็มที่และมีระบบของ ดร.มีศิลป์ ชินภักดี ผู้อำนวยการโรงเรียน

แม้ว่าจะไม่ได้พบและสัมภาษณ์นักเรียนทั้งสองกลุ่มนี้ แต่หลังจากสืบค้นและศึกษาผลงานของพวกเขา ผมมั่นใจว่า พวกเขาทุกคนเห็นคุณค่าของภูมิปัญญา ศิลปวัฒนธรรมไทยอีสาน และภูมิใจในเกียรติภูมิและศักดิ์ศรีของความเป็นไทยที่พวกเขาได้บรรลุความสำเร็จด้วยความเพียรของตน ... นี่เป็นอุปนิสัยพอเพียงประการสำคัญ


สิ่งที่กระผมชื่นชมที่สุดไม่ใช่รางวัลต่างๆ ที่นำมาแสดง  แต่เป็นความสามัคคีร่วมแรงร่วมใจ และเสียสละของครู ในโครงการ "เยี่ยมบ้านนักเรียน" ท่าน ผอ. เล่าให้ฟังว่า "..เราเยี่ยมบ้านนักเรียน ๑๐๐ เปอร์เซนต์ เยี่ยมบ้านทุกคน..."  ทันทีที่ได้ฟัง สมองผมเชื่อมโยงเรื่องราวต่างๆ ที่อาจารย์ไพรัตน์ ธรรมแสง หนึ่งในทีมขับเคลื่อนฯ ของเรา เล่าให้ฟังเรื่องอาจารย์เปิ้ล (ภรรยาท่าน) ซึ่งเป็นครูสอนโรงเรียนผดุงนารีทำงานเยี่ยมนักเรียนหนักแค่ไหนในแต่ละเทอม  ในแต่ละห้องเรียนมีนักเรียนประมาณ ๕๐ คน มีครูประจำชั้น ๒ คน นั่นคือครูแต่ละคนต้องออกเยี่ยมบ้าน ๒๕ ครอบครัว โดยมีงบสนับสนุนเพียง ๑,๕๐๐ บาท .... ผมตีความว่า นี่เป็นไม้ตายของ ผอ.มีศิลป์ ที่ทำให้ท่านสามารถเพิ่มนักเรียนจาก ๒,๕๐๐ เป็น ๔,๐๐๐ คนในปีนี้

ผมฟังว่า เหตุที่โรงเรียนผดุงนารี มีความมั่นใจที่จะขับเคลื่อนฯ เป็นโรงเรียนศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง คือการมีรองผู้อำนวยการโรงเรียน ที่ท่านสำเร็จการศึกษาด้านปริญญาเอกด้านนี้มาโดยตรง และที่ผ่านมาท่านก็ได้ทำกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมของนักเรียนมาอย่างต่อเนื่อง ในความเข้าใจของผม ผู้ขับเคลื่อนฯ แม้จะจบการศึกษามาด้านสาขาวิชาใด แต่หากมี "ใจ" เห็นความสำคัญของอุปนิสัย "พอเพียง" และมีอุดมการณ์ มุ่งมั่นที่จะแบ่งปันแผ่ขยายไปสู่นักเรียนลูกหลาน เป็นอันใช้ได้  และยิ่งหากมี "หลักวิชา" ที่ได้ศึกษามาโดยตรง มีประสบการณ์งานขับเคลื่อนฯ ดังเช่น รอง ผอ. ภักดี ด้วยแล้ว ยิ่งต้องถือว่าพร้อมและไม่จำเป็นจะต้องรอผลการประเมินใดๆ  ลุยได้ทันที ประโยชน์เกิดกับตนเอง เพื่อนครู และนักเรียนทันที ...

สิ่งที่ประทับใจและชื่นชมอันดับสองรองจากครู คือ การให้ความสำคัญต่อภูมิปัญญา และส่งเสริมนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษด้านภูมิปัญญา ได้รับโอกาสมาแสดงความสามารถ  นักเรียนคนหนึ่งที่มาเล่าเรื่องมีความสามารถด้านการเรียนและการรู้จักตนเอง อีกทั้งยังกำหนดเป้าหมายในชีวิตของตนเองชัดเจนตั้งแต่ยังเยาว์นัก ส่วนนักเรียนชายอีกคนมีความสามารถด้านการด้นเพลง "แหล่"... เสียดายที่ไม่ได้บันทึกเสียงไว้ และค้นทางออนไลน์ก็ไม่พบ ...


ผลการประเมินและข้อสะท้อน

โดยภาพรวมแล้ว กรรมการประมินฯ สะท้อนว่า นักเรียนแกนนำที่มาแสดงผลงานในห้องทุกคน มีทักษะการคิดวิเคราะห์  สามารถสังเคราะห์ โต้ตอบ ตอบคำถามได้อย่างเป็นเหตุเป็นผล มีไหวพริบดีเยี่ยม สอดคล้องกับที่เป็นผลงานของโรงเรียนมาตรฐานสากล ที่เน้นให้นักเรียนได้ "ฝึกสืบค้น ฝึกคิด ฝึกทำ ฝึกนำเสนอ ฝึกแก้ปัญหา" อย่างไรก็ตาม หลังจากการเดินสำรวจ สังเกต และสัมภาษณ์นักเรียน ผมพบว่า

  • นักเรียนเข้าใจปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงอยู่ในระดับ "มูลค่า" และระดับ "ความรู้" (อ่านที่นี่) การบูรณาการ "หลักคิด" เข้าไปในสิ่งที่ทำเช่น โครงงาน ฯลฯ หรือการนำไปปรับใช้ในกิจกรรมและกิจวัตร ยังไม่ชัดเจน  คำตอบของนักเรียนจึงมักเน้นด้านมิติของวัตถุ เศรษฐกิจ 
  • ผมสังเคราะห์และตีความว่า ผู้บริหารและครูล้วนแต่มีอุปนิสัย "พอเพียง" เพียงแต่กระบวนการขับเคลื่อนฯ ให้นักเรียนแกนนำได้ "เรียนรู้วิธีการเรียนรู้" ของตนเอง และ "เรียนรู้จากการทำงาน" ว่า ตรงไหนบ้างที่ "ปรับใช้" หรือนำ "หลักคิดของเศรษฐกิจพอเพียง" ไปใช้ ยังไม่มากพอ  ผมคาดว่า "บทบาทของครูแกนนำ" ในการขับเคลื่อนฯ น่าจะอยู่เพียงระดับที่ ๒ ตาม "กรอบคิดนี้"
  • ผมวิเคราะห์ว่า การขับเคลื่อนฯ ที่ผ่านมาอาจแยกส่วนระหว่าง "คุณธรรม" กับ "ความรู้" (หมายถึงวิชาการ) แยกจากกิจกรรมชมรม กิจกรรมเด่นๆ เช่น วงอีสาน-ดรัมไลน์ หรือตะกร้อลอดห่วง  แม้ผมจะมั่นใจว่า เด็กนักเรียนเจ้าของเหรียญทองเหล่านั้นจะภูมิใจในตนเองและท้องถิ่น และมีอุปนิสัย "พอเพียง" พอสมควร แต่ผมคิดว่า พวกเขายังไม่ได้เอา ปศพพ. ไปขยายบอกต่อ 
  • ในการขึ้นไปเยี่ยมห้องเรียน ผมเห็นร่องรอยของการขับเคลื่อนฯ อย่างจริงจัง  ภาพที่อยู่หลังห้องเรียนแสดงถึงหัวเรื่องเรียนรู้ที่ครูให้ความสำคัญ ดังภาพ 
  • ภาพข้างบนสะท้อนให้เห็นว่า เด็กๆ สืบค้นเรื่อง ปศพพ. และนำเสนอเกี่ยวกับการเกษตร "เกษตรทฤษฎีใหม่" ยังไม่เห็นร่องรอยของการใช้ "หลักคิดของเศรษฐกิจพอเพียง" มาใช้กับ "การศึกษา" ในที่นี้คือ "การเรียน" และ "ชีวิตประจำวัน" ที่อยู่กลางเมืองมหาสารคาม  จึงทำให้ผมคิดว่า ทั้งนักเรียนและครูส่วนหนึ่ง อาจจะยังไม่ได้รับการขับเคลื่อนฯ ปศพพ. อย่างถูกต้องและทั่วถึง 
 ข้อเสนอแนะต่อการขับเคลื่อนฯ
  • ใช้รายวิชา IS ในหลักสูตรโรงเรียนมาตรฐานสากล เป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อน "หลักคิดเศรษฐกิจพอเพียง" ไปใช้กับกระบวนการเรียนรู้ เปิดโอกาสให้นักเรียนได้สะท้อน หรือ "ถอดบทเรียน" การเรียนรู้ของตนเอง และ ฝึกตีความและอธิบายงานของกลุ่มตนเองตามหลัก ๓ ห่วง ๒ เงื่อนไข ๔ มิติ
  • ปรับใช้ "หลักคิดของเศรษฐกิจพอเพียง" กับการจัดการเรียนการสอน กิจกรรมส่งเสริมคุณธรรม และกิจกรรมต่างๆ ถ้าเป็นไปได้ ให้บูรณาการเชื่อมโยงระหว่าง กิจกรรมการเรียนรู้ กิจกรรมส่งเสริมคุณธรรม และการมอบหมายงานหรือตั้งปัญหาให้สอดคล้องกัน สอดคล้องกับปัญหาจริงๆ ของชุมชนและสังคม
  • แต่งตั้งทีมขับเคลื่อนฯ ครูแกนนำ และนักเรียนแกนนำอย่างเป็นทางการ เพื่อดำเนินการขยายความสำเร็จของโรงเรียนในทุกมิติ โดยใช้กระบวนการจัดการความรู้ หรือ KM  โดยครูแกนนำทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการหรือ "กระบวนกร" 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เขียนนี้ค่อนข้าง "หยาบ" และเป็นการ "คิดเขียน" ด้วยการประเมินที่จำกัด  อย่างไรก็ดี การเขียนบันทึกนี้ก็เพื่อพัฒนา ด้วยใจที่เป็นกัลยาณมิตรกับท่าน สงสัยหรือเห็นเป็นประการใด โปรดได้อธิบายชี้แจงต่อไปครับ 



วันอังคารที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2557

SEEN มหาสารคาม _๐๖ : ประเมินโรงเรียนบรบือ (๒) ผลการประเมิน

 ในการประเมินฯ คณะกรรมการฯ จะแบ่งหน้าที่กันพิจารณา โดยทุกท่านมี "จุดร่วม" ในการประเมินฯ ๒ ประการ ได้แก่
  • อุปนิสัย "พอเพียงด้านการศึกษา" ที่เกิดกับนักเรียนแกนนำ และ
  • ผลงานของนักเรียน แหล่งเรียนรู้หรือฐานการเรียนรู้
และแยกพิจารณาตามจุดเน้นต่างๆ ได้แก่
  • ผอ.คณาพร เน้นดูวิชาการและแผนการสอน
  • ผอ.เกษม เน้นดูกิจกรรมการเรียนรู้บูรณาการ และโครงงาน 
  • ศน. รพีพรรณ เน้นดูเรื่องเครือข่าย 
  • ผมเน้นเรื่องการบริหารจัดการ สิ่งแวดล้อมทางกายภาพ และเครือข่ายขยายผล
ในตอนท้ายของการประเมินก็จะนำข้อค้นพบและข้อเสนอแนะมาสะท้อนต่อผู้บริหาร คณะครู และนักเรียนแกนนำ

เนื่องจากการนำเสนอวีดีทัศน์ของโรงเรียนบรบือ ทำได้ดี ผมจึง "เห็น" ทั้ง "แนวคิด" "วิธีคิด" "กระบวนการขับเคลื่อนฯ" และไม่จำเป็นต้องสอบถามหรือสัมภาษณ์ผู้บริหารมากนัก เพราะถ้ายึด "หลักคิดในการประเมินฯ" ตามที่ผมเสนอไว้ที่นี่ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ผลลัพธ์ นั่นคือ อุปนิสัย "พอเพียงด้านการศึกษา" ว่าเกิดกับนักเรียนหรือไม่  วิธีที่ใช้ในการประเมินคือการ สัมภาษณ์ สนทนา ...

หลังจากจบการนำเสนอของทางโรงเรียน คณะกรรมการฯ แยกย้ายตามที่เราตกลงจุดเน้นของแต่ละคนไว้ข้างต้น สิ่งที่ผมทำเป็นเบื้องต้นคือการ "สนทนากับกรรมการสภานักเรียน"


หลังจาก "สนทนา" กับ "สภาพนักเรียน" ผมมีข้อค้นพบและความเห็น ดังนี้ครับ
  • นักเรียนที่เป็นกรรมการสภานักเรียนส่วนใหญ่เป็นนักเรียนชั้น ม.๖ ไม่ได้ใช้ระบบคัดเลือกตัวแทนจากแต่ละระดับชั้นหรือห้องเรียน 
  • นักเรียนที่เป็นกรรมการนักเรียนส่วนใหญ่ น่าจะมาจากนักเรียนจิตอาสา ที่เป็นเด็กกิจกรรม อันนี้ผิด-ถูก ไม่รู้ แต่เท่าที่พิจารณาดู นักเรียนที่รับผิดชอบนำเสนอผลงานหรือโครงงานต่างๆ น่าจะเป็นคนละกลุ่มคนละบุคลิกกับนักเรียนที่มาเป็นกรรมสภานักเรียน 
  • นักเรียนส่วนใหญ่ยังไม่ "กล้าพูด"  อาจจะไม่ได้หมายถึง "ไม่กล้าคิด" แต่อาจเพราะ "ยังไม่มั่นใจ" ทำให้ไม่กล้าพูด กล้าแสดงความคิดเห็นของตนเอง ความจริงแล้ว "ความมั่นใจ" เกิดจาก "ความภมูิใจในตนเอง" ซึ่ง ความภูมิใจในตนเองนี้เกิดมีจาก การมีและรู้จัก "องค์ความรู้" หรือ "ความสามารถ" บางอย่างของตนเอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ พวกเขาได้ "คิดแลทำ" ด้วยตนเองเท่านั้น 
  • นักเรียนยังมีความรู้ความเข้าใจ ปศพพ.ด้านการศึกษาอยู่ในระดับ ๑ คือ ระดับมูลค่า อ่านรายละเอียดที่นี่ หรือมีระดับพัฒนาการอยู่ในระดับ "นิยาม" ส่วนการ "ตีความ" ยังไม่ชัดเจนนัก หากพิจารณาตามกรอบคิดในการประเมินครั้งนี้ อ่านที่นี่
จากนั้นเราออกเดินดูสถานที่ต่างๆ รอบโรงเรียน ผมถือโอกาสนี้แทรกความเข้าใจ ปศพพ. ให้กับนักเรียนที่เดินตาม และตั้งคำถามกับพวกเขาไปเรื่อยๆ ต่อไปนี้เป็นข้อความเห็นเชิงวิพากษ์ (หลังจากที่ได้ชื่นชมมากแล้ว) เพื่อส่งเสริมการพัฒนาและเป็นตัวอย่างของจุดเล็กๆ ในการขับเคลื่อน ปศพพ. ฯ

 ภาพที่ ๑ อะไรที่ไม่พอเพียงจากในภาพ?


จากภาพนี้ ผมเห็นรถจักรยานยนต์จอดในที่จอดรถยนต์  อาจจะมีเหตุผลอะไรบางอย่าง  แต่ผมขอจับเอาเป็นประเด็นว่า โรงเรียนพอเพียงนั้น คนในโรงเรียนจะเคารพและรักษา "กฎ" หรือ "ระเบียบ" โดยเฉพาะข้อใดที่กำหนดไว้ไม่ให้ "เบียดเบียนคนอื่น"

ภาพที่ ๒ ศาลพระภูมิ "หลวงปู่ดำ" หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในโรงเรียน 


ผมถามนักเรียนว่า
  • นี่คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์อะไร ทำไมต้องมีศาลพระภูมิ
  • มีประวัติความเป็นมาอย่างไร ใครเป็นคนสร้าง 
  • ทำไมเราต้องมาเคารพสักการะ
  • ทำไมต้องใช้พวงมาลัย ทำไมมีม้า ม้า ๔ ตัวนั้นหมายถึงอะไร
  • ทำไมเราถึงควรเชื่อหรือไม่ควรเชื่อ ควรทำหรือไม่ควรทำตามที่ทำตามกันมา 
  • ในฐานะนักเรียนเราควรอนุรักษ์สิ่งนี้ไว้ต่อไปหรือไม่ ถ้าใช้ต้องทำอย่างไรจะดีที่สุด 
  • ฯลฯ
ผลปรากฎว่านักเรียนยังตอบไม่ค่อยได้มากนัก   คำถามเหล่านี้ มุ่งตรวจสอบว่านักเรียนรู้จักโรงเรียนของตนเองหรือไม่ รายวิชาสังคมได้บูรณาการการเรียนรู้เรื่องประวัติศาสตร์กับแหล่งเรียนรู้ใกล้ตัว การขับเคลื่อน ปศพพ. นั้นเบื้องต้น ต้องเรียนรู้ "ภูมิสังคม" ของตนเองก่อน การเรียนรู้นั้นควรตั้งเป้าหมายให้นักเรียน "รู้รอบ รู้ลึก และรู้ละเอียด" การเรียนให้รู้จักตนเอง ชุมชนและท้องถิ่นของตนเอง และประเทศของตนเองนั้นสำคัญมาก เพราะถ้าไม่รู้จักตนเอง ก็ไม่สามารถที่จะ "ตัดสินใจ" ให้ "พอประมาณ" กับตนเองได้

ภาพที่ ๓ กล้วยๆ


เมื่อผมถามเด็กๆ ว่า โรงเรียนเราจำเป็นต้องปลูกกล้วยหรือเปล่า? นักเรียนตอบว่า ไม่จำเป็น ผมถามต่อว่า แล้วทำไมถึงต้องปลูก ใครเป็นคนคิดริเริ่มว่าจะปลูกกล้วย? ได้รับคำตอบว่า ผู้บริหารและครู ผมเลยตั้งคำถามให้นักเรียนช่วยกันคิดเดาใจของผู้บริหารและครูว่า ทำไมถึงให้ผู้บริหารและครูถึงกำหนดให้เราปลูกกล้วย? ไม่มีใครตอบ หรืออาจเป็นว่า ไม่มีใครกล้าตอบ

ผมขอชื่นชมทางโรงเรียนที่ให้ความสำคัญกับการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับภูมิปัญญาและวิถีชีวิตจริงๆ พยายามสร้างความเชื่อมโยงระหว่างโรงเรียนและชุมชน แม้ว่าเด็กๆ ที่ติดตามการประเมินของผมจะยังไม่สามารถตอบคำถามที่แสดงถึงความ "รู้รอบ รู้ลึก รู้ละเอียด" แต่ผมมั่นใจจากการสังเกตผลงานที่เป็นกิจกรรม โครงการ และการนำเสนอโครงงานว่า การส่งเสริมการเรียนรู้อย่างบูรณาการนี้ ทำให้พวกเขาเห็นความสำคัญ เห็นประโยชน์ และสนุกกับการเรียนมากกว่าการเรียนในห้องเรียนเพียงอย่างเดียว

เป้าหมายสำคัญของการปลูกกล้วยของผู้บริหารและครูที่ผมได้ทราบจากวีดีทัศน์ คือ การส่งเสริมให้นักเรียนได้ภูมิใจและเห็นความสำคัญของกล้วย จนเกิดจิตสำนึกในการอนุรักษ์และสืบสานวัฒนธรรมต่างๆ ซึ่งโดยมากจะใช้กล้วยเป็นวัตถุดิบสำคัญ แม้ตอนนี้จะยังไม่บรรลุเป้าประสงค์นั้น แต่หากขับเคลื่อนฯ ด้วยความเข้าใจ ค่อยๆ กระตุ้นให้นักเรียนเป็นคนฝึกใช้ "หลักคิดของเศรษฐกิจพอเพียง" กับการ "ปลูกกล้วยด้วยตนเอง" ช่วยกันออกแบบกระบวนการเรียนรู้ที่จะสามารถ "ฝึกทักษะ" เน้นให้นักเรียนทุกคนได้ "ลงมือปฏิบัติ" และ "ปลูกฝัง บ่มเพาะคุณธรรม" ตลอดทั้งพัฒนาวิธีการวัดผลประเมินผลเชิงนามธรรม ซึ่งยังไม่ค่อยพบ BP ในโรงเรียนใดๆ นัก ความสำเร็จที่เกิดจะเป็นประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนของโรงเรียนอื่นต่อไป

ภาพที่ ๔  กระท่อมพอเพียง?


เมื่อเดินผ่านมายังกระท่อม ๒ หลังดังภาพ ผมบอกให้นักเรียนที่ติดตามหยุดมอง แล้วตั้งคำถามกับพวกเขาว่า "พอเพียงหรือไม่?"  ก่อนจะอธิบายให้พวกเขาฟังถึงเหตุและผลของ "ภูมิคุ้มกันที่ดี" ที่ต้องระวัง และเล่าเรื่อง "ภาพความพอเพียง" ให้พวกเขาฟังดังนี้ ว่า

...ครั้งหนึ่งผมเคยไปชมงานแสดงภาพเขียนศิลปะ ในงานนิทรรศการงานภาพศิลป์ประจำปี พบภาพเขียนหลังคากระท่อมปลายนาที่ขาดเป็นรูโหว่ และมีหมวกขาดๆ เก่าๆ ห้อยอยู่หัวเสาไม้ไผ่  ศิลปินตั้งชื่อภาพนั้นว่า "ความพอเพียง"...

ผมตั้งคำถามกับนักเรียนแกนนำว่า คิดว่าอย่างไร ศิลปินเข้าใจคำว่า "พอเพียง" ถูกต้องหรือไม่ ก่อนที่จะอธิบายต่อไปว่า "ความพอเพียง" นั้น สิ่งสำคัญประการหนึ่งคือ "ความพอประมาณ" ความพอประมาณไม่ได้หมายถึง "ยากจน" "ขาดแคลน" แต่หมายถึงความ "เหมาะสม" "ถูกต้อง" "พร้อม" ฯลฯ ซึ่งจะพอประมาณหรือไม่นั้น ต้องการ "เหตุผล" เหตุผลที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความจริงที่ถูกต้อง เช่น หลังคามี "หน้าที่" กันแดดกันฝน หลังคาที่เป็นรูโหว่ แสดงว่าหลังคานั้นไม่พร้อมที่จะทำหน้าที่ ไม่สามารถบังแดดฝนได้ จึงไม่เหมาะสม ไม่ถูกต้อง หรือเรียกได้ว่า "ไม่พอเพียง"

แม้ว่าตัวอย่างที่ผมเล่าให้เขาฟัง จะไม่ได้เทียบเคียงกับภาพกระท่อมเอียงแบบตรงๆ แต่หลังจากดูสีหน้า ผมคิดว่า พวกเขาเข้าใจ  เข้าใจว่า อุปนิสัยพอเพียงที่สำคัญอย่างหนึ่งคือการ "รู้หน้าที่" และ "ทำหน้าที่นั้นได้"

ภาพที่ ๕ ธนาคารโรงเรียน


คำถามคือ ธนาคารคืออะไร ทำไมต้องมีธนาคาร มีอะไรบ้างที่ "ถ้าไม่มี เราไม่อาจเรียกได้ว่าธนาคาร" คำตอบที่เด็กตอบมีหลากหลายครับ  แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจ เพราะ "พวกเขาได้ทำเอง" ขอขอบคุณธนาคารออมสิน ที่ทำให้นักเรียนได้เรียนรู้ระบบของธนาคาร ส่งเสริมเรื่องการออมของเด็กๆ ในหลายๆ โรงเรียนที่ผมได้ไปเยี่ยมมา ...  นักเรียนในฐานนี้ตอบคำถามได้ดีครับ

ข้อสะท้อนและข้อเสนอแนะตามตามกรอบการพิจารณาที่กำหนดที่นี่ 

  • ระดับพัฒนาการของนักเรียน ส่วนใหญ่อยู่ที่ระดับมูลค่า คือระดับที่ ๑  นักเรียนสามารถ "นิยาม" ปศพพ. ได้ และ "ตีความ" ได้ระดับหนึ่ง แต่ยังไม่สามารถบูรณาการกับสิ่งที่ตนเองทำได้ซับซ้อน เชื่อมโยงนัก 
  • บทบาทของครู ส่วนใหญ่น่าจะยังคงอยู่ในระดับ ๑ และ ระดับ ๒ แต่ก็ยังไม่เพียงพอ ต้องให้นักเรียนได้มีโอกาศ "คิดเอง ทำเอง แก้ปัญหาเอง และนำเสนอเอง" และส่งเสริมให้ "ถอดบทเรียน" ให้มากขึ้น 
  • จุดเด่นของโรงเรียนคือ มีความเข้าใจและกำหนดยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนฯ ได้อย่างถูกต้อง ชัดเจน  แสดงถึงการมีบุคลากรที่เข้าใจจริง ที่จะสามารถเป็นแกนนำภายในโรงเรียนได้ 
โดยภาพรวมแล้ว ผลลัพธ์ของการขับเคลื่อนฯ ยังไม่ได้ลงถึงตัวนักเรียนส่วนใหญ่มากนัก  ถือเป็นโจทย์สำคัญของทีมขับเคลื่อนฯ ของโรงเรียน

ข้อเสนอแนะ
  • ตั้งทีมแกนนำขับเคลื่อนฯ อย่างเป็นทางการ และร่วมกัน KM เพื่อหาทางขยายความเข้าใจ และความสำเร็จของครูแกนนำสู่เพื่อนครู 
  • เน้นให้นักเรียนได้ "ลงมือปฏิบัติ" อย่างครบวงจร หมายถึง ลดการ "บอก สอน ป้อน สั่ง" ลง  ถอยบทบาทของครูด้านการสอน มาเป็นครูฝึก อ่านที่นี่
  • ให้นักเรียนแกนนำ อธิปรายและวิพากษ์แผนการหรือวิธีการขับเคลื่อนฯ ของโรงเรียน รวมทั้งถอดบทเรียนเพื่อสะท้อนความสำเร็จไปยังครู (ทำบ่อยๆ) 
  • "ถอดบทเรียน" กระตุ้นให้นักเรียนใช้ "กระบวนการเรียนรู้" เพื่อให้ได้ "ฝึกคิด ฝึกตีความ" จากผลงานที่ตนกระทำมากขึ้น 
  • สร้างโอกาสให้นักเรียนแกนนำ ได้อธิบาย ได้แสดงผลงาน ได้ตั้งคำถาม ได้แสดงความคิดเห็น ฯลฯ ให้มากๆ
ที่สำคัญที่สุดคือ ทีมบริหารต้องเอาจริง ปฏิบัติเป็นแบบอย่างของทั้งครูและนักเรียน ทำซ้ำย้ำทวนเป้าหมายร่วม เพื่อให้ทุกคนเห็นความสำคัญของ "อุปนิสัยพอเพียง" 

วันจันทร์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ตัวอย่างของการตกผลึกเป็น "หลักปฏิบัติ" หลังจากใช้ประยุกต์ใช้ "หลักคิดของเศรษฐกิจพอเพียง"

ผมมักจะแลกเปลี่ยน "หลักปฏิบัติ" ในการศึกษาเรียนรู้ "ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง" กับครูและนักเรียนเสมอๆ ว่า "วิธีที่ดีที่สุดในการเรียนรู้เรื่อง ปศพพ. คือ การเรียนรู้จากการทรงงานของในหลวง" คือ เอาเป็น "แบบอย่าง" ไม่ใช่เพียงเริ่มจาก ๓ ห่วง ๒ เงื่อนไข ๔ มิติ แต่ควรเรียนรู้จาก "ตัวอย่าง" ที่ในหลวงท่านทรงใช้ "หลักคิดของเศรษฐกิจพอเพียง" กับงานด้านต่างๆ จน "ตกผลึก" เป็น "หลักปฏิบัติ" จนสามารถจัดการความรู้ที่ได้ไว้เป็น "หลักวิชา" ตัวอย่างการใช้ "หลักคิด" จนเกิดผล เกิดประสบการณ์จนตกผลึกเป็น "หลักปฏิบัติ" ที่ชัดที่สุด และควรศึกษาเป็นเบื้องต้นคือ การใช้ "หลักคิด" ในการทำงานด้านการพัฒนาประเทศของในหลวง หรือที่เราเรียกว่า "หลักการทรงงาน"

หากใช้คำสืบค้นว่า "หลักการทรงงาน" ใน Google เราจะพบเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องถึง ๓๕๒,๐๐๐ เว็บไซต์ ที่น่าสนใจคือ บทความจากสมเด็จพระเทพฯ ที่นี่และที่นี่ หรือที่มีผู้สนใจนำมาเรียบเรียงไว้ที่นี่หรือที่นี่  ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องยากอะไร สำหรับผู้สนใจจะเรียนรู้ในเบื้องต้น แต่เพียงการสืบค้นนั้นไม่ "พอเพียง" ต้อง น้อมนำมาปฏิบัติกับตนเอง หรือหากมีโอกาสอาจไปดูโครงการหลวงที่มีอยู่ทุกภาคทุกพื้นที่ของไทย ....  อย่าลืมไปเมื่อไหร่ต้องกลับมาแลกเปลี่ยนไว้ในบันทึกด้วยนะครับ

มีหนังสือที่เขียนเกี่ยวกับ "หลักการทรงงาน" ที่เว็บไซต์ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจำนวมาก ที่นี่ โดยเฉพาะเอกสารเผยแพร่เรื่อง  "หลักการทรงงาน ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" เชิญท่านเรียนรู้ตามอัธยาศัย

ผมรวบรวม "หลักการทรงงาน" ส่วนหนึ่งไว้ในกระดาษแผ่นเดียว แผ่นเดียวกับที่แสดง "หลักคิดของเศรษฐกิจพอเพียง" เพื่อให้ง่ายต่อการวิเคราะห์อภิปรายกันเพื่อส่งเสริมความเข้าใจ เพื่อใช้ในการขับเคลื่อน "ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา" ดังรูปครับ



ยิ่งสืบค้น ยิ่งเรียนรู้ ผมยิ่งมั่นใจว่า สังคมไทยไม่ได้ขาดแคลนนักวิชาการ แต่ขาดแคลน "นักปฏิบัติ"  หน้าที่ของผมคือ ทำอย่างไร เด็กไทยในพื้นที่จะหันมาเป็น "นักปฏิบัติ" ให้เพิ่มมากขึ้น....

"หลักคิด" ในการ "ประเมินโรงเรียนศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง"

ผมมีประสบการณ์การประเมินโรงเรียนศูนย์การเรียนรู้ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงไม่มาก และไม่เคยเป็นคณะกรรมการการประเมินดังกล่าวเลย เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ เพียง ๓ ครั้ง  แต่การ "สังเกต" และ "ติดตาม" และ "ตามติด" ประธานกรรมการประเมินฯ ทำให้ผมได้เรียนรู้หลายๆ ต่อหลายอย่าง ภายในเวลาอันสั้น และมั่นใจว่า "หลักคิด" ที่ผมจะเสนอต่อไปนี้ "ไม่ผิด" จาก "วิธีคิด" ของกรรมการฯ ...



"หลักคิด" ในการขับเคลื่อน 

การขับเคลื่อนฯ ควรดำเนินการจาก "ภายใน" ไปสู่ "ภายนอก"   คำว่า "ภายใน ไปสู่ ภายนอก" อาจหมายถึง "ตนเอง ไปสู่ ผู้อื่น " หรือ "เริ่มที่ใจไปสู่การกระทำ"  สุดแล้วแต่ท่านจะตีความ แต่ในที่นี้ ผมหมายถึง การเริ่มที่

๑) การทำความเข้าใจกับ "หลักคิด" คือ ปศพพ. ให้ถูกต้อง

๒) นำ "หลักคิด" นี้ไปประยุกต์ใช้กับ "การกระทำ" หรือ "เรื่องที่จะทำ" เบื้องต้นน่าจะเป็น "แผนการ" "แผนงาน" หรือ "วิธีการ" หรือ "ขั้นตอนการทำ"  หรือเรียกให้ดูดีคือ ได้ "วิธีปฏิบัติ" หรือ "แนวปฏิบัติ" เมื่อ "ปฏิบัติ" และ "พัฒนา" พอสมควร จะได้ "แนวปฏิบัติที่ดี" (อันนี้เป็น "ความรู้ฝังลึก" (Tacit Knowledge) ใน KM)

๓) เมื่อมี "แนวปฏิบัติที่ดี" ของตนเอง  ทำบ่อยๆ ทำจนเกิดทักษะ จะ "ตกผลึก" เป็น "ทฤษฎี" ด้วยใจของตนเอง สามารถบอก "หลักปฏิบัติ" สามารถบอก "วิธีลัด" "วิธีอ้อม" เหมือนๆ กับที่ "ครูสอนว่ายน้ำ" หรือ "ครูสอนขับรถ" ทำได้

๔) แน่นอนว่า หากทำถึงขั้นบอก "หลักปฏิบัติ" ได้ ย่อมหมายถึง ได้เกิดผลสัมฤทธิ์หรือ "ผลลัพธ์" กับตนเองแล้ว  ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ "เกษตรทฤษฎีใหม่" ที่ในหลวงพระราชทานให้เกษตรกร ถือเป็น "หลักปฏิบัติ"  สังเกตว่า จะเกิดความ "ภูมิใจ" อยากบอกต่อ อยากแบ่งปัน เพราะเห็นว่าดี มีประโยชน์

๕) ขั้นสุดท้าย จึงทำการ "ขยายผลสู่ผู้อื่น"


"หลักคิด" ในการประเมินโรงเรียนศูนย์การเรียนรู้ฯ

การประเมินฯ ร.ร.ศูนย์ฯ ที่ผมเข้าใจ จะสวนทางกับวิธีที่ใช้ในการขับเคลื่อน จะประเมินจาก "ภายนอก เพื่อจะบอก ภายใน" ... เช่นเดียวกัน ท่านอาจตีความว่า ไปถาม "คนอื่น" หรือดูเพื่อจะได้รู้จัก "ตนเอง" หรือดูลักษณะของใจ หรือ "อุปนิสัย" จาก "การกระทำ"  แต่ในที่นี้ หมายถึง การเริ่มที่

๕) ดูจาก "ผลการขยาย" "หลักปฏิบัติ" หรือ "หลักคิด" สู่ผู้อื่นเช่น โรงเรียนอื่น หรือชุมชน ฯลฯ นั่นหมายถึง โรงเรียนที่พร้อมรับการประเมิน ควรจะมี "หลักปฏิบัติในการขยายผล" ของตนเอง มีโรงเรียนเครือข่ายที่ได้รับการขยายผลจนสำเร็จจนเป็นโรงเรียนสถานศึกษาพอเพียง เป็นต้น  ...  กล่าวสั้นๆ คือ โรงเรียนที่พร้อมรับการประเมินจะต้องมี "ประสบการณ์แห่งความสำเร็จ" ในการ "ขยายผล"

๔) ดูที่ "ผลลัพธ์" ของการขับเคลื่อนฯ ภายในโรงเรียน หมายถึง ดูที่นักเรียนว่า เกิดอุปนิสัย "พอเพียง ด้านการศึกษา" หรือไม่? หากใช่ ในปริมาณที่กำหนดตามเกณฑ์ ก็ถือว่าผ่าน ส่วนที่เหลือคือหาร่องรอย หลักฐาน เพื่อ "จัดการความรู้" ขยายผลต่อไป

๓) ศึกษา "หลักปฏิบัติ" และ  ค้นหา "ปัจจัยแห่งความสำเร็จ"


๒) ศึกษา "แนวปฏิบัติ" หรือ "วิธีการขับเคลื่อน" เพื่อค้นหา "แนวปฏิบัติที่ดี" หรือ "BP" ในแต่ละด้าน

๑) แลกเปลี่ยน "หลักคิด" ในการน้อมนำ "ปศพพ." ไปใช้ในแต่ละด้าน  แลกเปลี่ยนประสบการณ์กันและกัน


อย่าลืมว่า ที่ผมเสนอและอธิบายมานี้เป็น "หลักคิด" ไม่ใช่ "หลักปฏิบัติ" ในการประเมินฯ ดังนั้น หมายเลขจึงไม่ได้หมายถึงลำดับ "ก่อน-หลัง" ใดๆ





วันอาทิตย์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2557

SEEN มหาสารคาม _๐๕ : ประเมินโรงเรียนบรบือ (๑) ตัวอย่าง BP การทำวีดีทัศน์เสนอการขับเคลื่อนฯ

เช้าวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๕๗ คณะกรรมการประเมินโรงเรียนสถานศึกษาพอเพียงต้นแบบ เพื่อคัดเลือกเพื่อพัฒนาเป็นโรงเรียนศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ลงพื้นที่โรงเรียนบรบือ อ.บรบือ จ.มหาสารคาม สามารถหาข้อมูลพื้นฐานของโรงเรียนอยู่ตามลิงค์นี้ และติดต่อสื่อสารผ่านเฟสบุ๊คกับโรงเรียนที่ โรงเรียนบรบือ

สิ่งที่ผมประทับใจที่สุดในการร่วมประเมินคราวนี้คือ วีดีทัศน์อธิบายกระบวนการขับเคลื่อนของโรงเรียนบรบือ แม้ว่าผมจะคงยังมี feedback เพื่อให้สามารถพัฒนาขึ้นกว่านี้ได้อีก อาจเป็นเพราะผมไม่เคยเห็นการนำเสนอหรือการอธิบาย "แนวคิด" และ "แนวทาง" ในการขับเคลื่อนของโรงเรียนใดดีเท่านี้มาก่อน ทดลองช่วยตอนที่ผมประทับใจได้ที่ลิงค์ด้านล่าง

บันทึกเสียงจากวีดีทัศน์นำเสนอวิธีการขับเคลื่อน ปศพพ. ของ ร.ร.บรบือ   


ขออนุญาตชื่นชมหรือวิพากษ์เป็นตอนๆ  ผมคิดว่าน่า BP ที่เป็นประโยชน์สำหรับโรงเรียนอื่นๆ นะครับ

วีดีทัศน์เริ่มต้นด้วยการกล่าวถึง พระราชดำรัสจากวารสารชัยพัฒนา ว่าด้วย "ความหมาย" "บทหนึ่ง" ของ "เศรษฐกิจพอเพียง"




เสียดายที่ วีดีทัศน์ ไม่ได้เชื่อมโยงพระราชดำรัสนี้กับการขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา ว่าเป็นเสมือนการตอกเสาเข็มที่มั่งคงให้กับประเทศชาติ  ซึ่งการตอกเสาเข็มด้านการศึกษา เทียบได้กับการตอกเสาเข็มที่ลึกระดับที่จะสร้างตึกกี่ชั้นๆ ก็ได้ เทียบได้กับการตกเสาเข็มลึก ๕๐ เมตรในกรุงเทพฯ ดังภาพด้านบน

วีดีทัศน์กล่าวถึง "ความหมาย" อีก "บทหนึ่ง" ของเศรษฐกิจพอเพียง ว่า


"... เศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอด รวมถึงการบริหารและพัฒนาประเทศที่ตั้งอยู่บนทางสายกลาง คำนึงถึงความพอประมาณ ความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว ตลอดจนใช้ความรู้ ความรอบคอบ และคุณธรรม ประกอบการวางแผน การตัดสินใจและการกระทำ..."

แล้วเชื่อมโยงสู่ปรัชญา วิสัยทัศน์ของโรงเรียน สะท้อนให้เห็นว่า โรงเรียนได้น้อมนำ "หลักคิด" สู่การปฏิบัติในโรงเรียน 

"...เศรษฐกิจพอเพียง จากปรัชญาสู่สถาบันการศึกษา วิสัยทัศน์โรงเรียนบรบือ โรงเรียนบรบือเป็นโรงเรียนมาตรฐานสากล บนพื้นฐานหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เคียงคู่คุณธรรม ก้าวล้ำเทคโนโลยี ภายในปีการศึกษา ๒๕๕๘..."

เมื่อนำ "หลักคิด" จึงเกิด "แนวคิด" ที่สอดคล้องกับเป้าประสงค์และบริบท โดยกำหนด "หลักการ" ที่ใช้เป็นแนวทางในการขับเคลื่อนฯ และการจัดการศึกษา ดังจะเห็นจากวีดีทัศน์ว่า

"...แนวคิดของโรงเรียนบรบือในการเป็นศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง
  • ๑) การศึกษาในยุคโลกาภิวัฒน์ จะต้องเชื่อมโยง โลก ประเทศ และท้องถิ่นให้ได้ ที่สำคัญ การศึกษาจะต้องตอบสนองความต้องการในชุมชนมากขึ้น 
  • ๒) การศึกษากับการพัฒนาที่ยั่งยืน ต้องสร้างสังคมฐานการเรียนรู้ โดยจะต้องพัฒนา ๓ ด้านพร้อมกันคือ ความรู้ คุณธรรม และความเพียร จะทำให้สามารถปรับตัวได้ทั้งในระดับปัจเจก สังคม และประเทศ 
  • ๓) กรอบการพัฒนาที่เน้นคุณค่าความเป็นมนุษย์ โดยการศึกษาในกรอบของเศรษฐกิจพอเพียง จะเป็นตัวขับเคลื่อนการพัฒนาที่เน้นคุณค่าของมนุษย์ให้เป็นรูปธรรม
ทั้ง ๓ ประเด็นจะเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ได้ ก็ต่อเมื่อได้รับการเชื่อมโยงจากเศรษฐกิจพอเพียง ก็จะสามารถทำให้การศึกษาสามารถพัฒนาได้อย่างยั่งยืนในบริบทของกระแสโลกภิวัฒน์..."

"...แนวความคิดในการจัดการศึกษาของโรงเรียนบรบือ
  • ๑) การจัดการศึกษาควรเป็นไปตามบริบทของสังคมไทย 
  • ๒) การศึกษาไม่ใช่การค้า ครูต้องสอนให้เด็กเป็นคน ดังนั้น ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง จึงเป็นการเตรียมพร้อมคน ให้มีความรู้คู่คุณธรรม มีเหตุผล รู้ประมาณ และมีภูมิคุ้มกัน
  • ๓) การจัดการศึกษาต้องเตรียมคนเข้าสู่ระบบตลาดแรงงานในกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกที่ประเทศไทยจะเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน 
..."

ต่อมาวีดีทัศน์ บอกวิธีการนำ "แนวคิด" และ "หลักการ" ที่เกิดจากการใช้ "หลัก ปศพพ." ไปใช้ในการบริหารจัดการ ดังจะเห็นจาก


"...โรงเรียนได้ดำเนินการขับเคลื่อนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงตามนโยบายของคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานในการขับเคลื่อนสู่สถานศึกษา ภายใต้กลยุทธ์ปลูกฝังคุณธรรม ความสำนึกของความเป็นชาติไทย และวิถีตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง จุดเน้นที่ ๖ ส่งเสริมการจัดการศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยการขยายผลจากการเป็นสถานศึกษาพอเพียงในปี พ.ศ. ๒๕๕๓ สถานศึกษาต้นแบบพอเพียง ปี พ.ศ. ๒๕๕๕ โดยเน้นการนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปจัดการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล..."

 "...และได้ประกาศจุดเน้นคุณภาพ ให้เกิดคุณลักษณะอยู่อย่างพอเพียง ตามแนวทางการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่ ๒ โดยให้ความสำคัญและเชื่อมั่นว่า ถ้ากำหนดให้สถานศึกษาได้น้อมนำหลักปรัชญาของเศษฐกิจพอเพียงสู่การปฏิบัติในสถานศึกษา ให้เป็นวิถีปฏิบัติของครูและบุคลากรทางการศึกษา ในการบริหารจัดการสถานศึกษา การจัดทำหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน และการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน จะทำให้ผู้เรียนมีคุณลักษณะอยู่อย่างพอเพียง..."

บอกวิธีการขับเคลื่อน ว่า

"...การออกแบบการเรียนรู้ โดยนำหลักคิด หลักปฏิบัติ ไปสู่นักเรียน ด้วย ๕ กระบวนการคือ
  • ๑) การเรียนรู้ด้วยหลักสูตรแบบบูรณาการ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ ครอบคลุมครบทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ และทบทวนการนำหลักความพอเพียงไปใช้ปฏบัติ
  • ๒) การเรียนรู้แบบโครงงาน ให้นักได้นำเสนอผลงาน แลกเปลี่ยนเรียนรู้เมื่อสิ้นภาคเรียน
  • ๓) การเรียนรู้ผ่านฐานกลุ่มสาระฯ ได้กำหนดฐานการเรียนรู้ตามกลุ่มสาระฯ
  • ๔) ค่ายทักษะกระบวนการคิดด้วยหลักเศรษฐกิจพอเพียง
  • ๕) การฝึกทักษะการคิดตามกลุ่มสาระฯ และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนตามรูปแบบที่โรงเรียนตั้งขึ้นอิงกรอบการคิดตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 
...."

และ บอกเกี่ยวกับสื่อ/ฐาน/สิ่งแวดล้อมว่า มีอะไรบ้าง และวัตถุประสงค์คืออะไร ว่า

".... กิจกรรมศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงของโรงเรียนบรบือ ได้แก่
  • ๑) กล้วยๆ  กล้วยมีประโยชน์มากมาย เป็นสารอาหารที่สำคัญ สืบสานวัฒนธรมประเพณี 
  • ๒) ธนาคารโรงเรียน ส่งเสริมการออม
  • ๓) ธนาคารขยะ การใช้สิ่งของ การรีไซเคิล
  • ๔) ผ้าปะติดจากเศษวัสดุ ใช้ของเเหลือใช้ให้เกิดประโยชน์
  • ๕) หนังสือเล่มเล็ก ส่งเสริมการรักการอ่าน
  • ๖) สวนเห็ด การประกอบอาชีพในชุมชน
  • ๗) ทูบีนัมเบอร์วัน  การรู้เหตุผล รู้ประมาณ สร้างภูมิคุ้มกันให้กับตนเอง
  • ๘) เกลือไอโอดีน วิทยาศาสตร์กับความพอเพียง
  • ๙) ตลาดนัดวิชาการ นำเสนอผลงานของนักเรียนที่ทำมาตลอดปีการศึกษา 
..."

และบอกถึงผลลัพธ์ที่เกิดกับนักเรียน ดังนี้ 

"...ส่งผลสู่การดำเนินชีวิตตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของผู้ เรียน ผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษา และข้าราชการในสังกัดอย่างต่อเนื่อง..."

"...เกิดผลกับนัเรียน
  • นักเรียนสามารถ วิเคราะห์ สังเคราะห์ สรุปผลการเรียน และนำเสนอผลงานได้
  • ผล ที่ได้จากการจัดกิจกรรมการเรียน โดยน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง คือ นักเรียนมีทักษะการคิดด้วยหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สามารถนำไปบูรณาการได้กับทุกสิ่งทุกอย่างที่มากระทบกับนักเรียนทั้งทางตรง และทางอ้อม จนเกิดเป็นภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี สามารถอยู่ในสังคมปัจจุบันอย่างมีความสุข และคงรักษาไว้ในความเป็นไทย
..."

ข้อ Feedback เพื่อพัฒนา

ผมชื่นชมต่อหน้าที่ประชุมว่า วีดีทัศน์นี้ เป็นวีดีทัศน์ที่สามารถสื่อสาร "วิธีคิด" "กระบวนการ" ในการขับเคลื่อน ปศพพ. ในโรงเรียนได้ดีมาก ยังขาดอยู่เพียง ๒ มิติ ได้แก่ ๑) "ผลลัพธ์" ที่เกิดกับผู้เรียนทั้งเชิงคุณภาพและปริมาณ และวิธีประเมินผลความสำเร็จดังกล่าว และ ๒) มิติของความยั่งยืน ซึ่งจะสะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกภูมิใจ เห็นคุณค่าของการขับเคลื่อนฯ

ความจริงผมถึงกับถามหาว่า ใครเป็นคนทำวีดีทัศน์? ผมเชื่อว่าคนที่คิดเรียบเรียงและจัดทำวีดีทัศน์ ท่านรู้ เข้าใจ และเข้าถึง "คุณค่า" และ "ความหมาย" ของ "ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา" สังเกตจากกำหนดเป้าหมายที่อยากให้เกิดกับนักเรีน

แต่มีข้อสังเกตว่า กิจกรรมและฐานการเรียนรู้ ไม่ได้สอดคล้องกับเป้าหมายที่เน้น "กระบวนการคิด ทำ และแก้ปัญหา" มากนัก เพราะดูเหมือนจะแยกส่วนพัฒนาระหว่าง "วิชาการ" และ "คุณธรรม" ตามเป็นจริงที่ได้สังเกต สองประการนี้ "ยากที่จะแยกจากกัน"

แนะนำให้อ่านระดับความเข้าใจเกี่ยวกับ ปศพพ.ด้านการศึกษา ที่ผมเคยเขียนไว้ที่นี่ ครับ

บันทึกหน้าจะมาว่ากันเรื่องผลประเมินโรงเรียนต่อครับ

 






วันเสาร์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2557

SEEN มหาสารคาม _๐๔ : ประเมินโรงเรียนประชาพัฒนา

บ่ายวันที่ ๒๐ พฤษฎาคม ๒๕๕๗ คณะกรรมการขับเคลื่อนฯ ของ สพม.เขต ๒๖ มหาสารคาม ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมประเมินโรงเรียนประชาพัฒนา ๑ ใน ๗ โรงเรียนต้นแบบที่อาสาจะพัฒนาตนเองไปสู่โรงเรียนศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

โรงเรียนประชาพัฒนาเป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดกลาง ปัจจุบันมีนักเรียน ๔๘๑ คน เป็น ม.ต้น ๒๔๒ คน ม.ปลาย ๒๓๙ คน  บุคลากร ๓๘ คนเป็นข้าราชการ ๒๙ คน พนักงานราชการ ๔ คน เจ้าหน้าที่ธุรการ ๑ คน ผู้บริหาร ๑ คน และลูกจ้างประจำ ๒ คน ข้อมูลพื้นฐานอื่นๆ อ่านได้ที่นี่  หรือติดต่อทาง FB ได้ที่นี่

ผอ. บุญทัน วัฒนศักดิ์สุรกุล เป็นผู้หญิงแกร่ง  ก่อนถึงวันประเมินฯ ผมสังเคราะห์จากคำที่เพื่อน ผอ. ต่างๆ กล่าวถึงท่าน กล่าวถึงความมุ่งมั่นเอาจริง จนสามารถพาโรงเรียนผ่านการประเมินโรงเรียนสุขภาพระดับเพชร และอีกหลายรายการ  ทำให้ผมคิดถึงแม่อิ๋ว ผอ.ชนิตา กุลสุวรรณ ผู้อำนวยการโรงเรียนเทศบาลวัดป่าเรไร จ.ร้อยเอ็ด ที่เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนโรงเรียนศูนย์การเรียนรู้ฯ ในเขตอีสานตอนบน

เอกลักษณ์อย่างหนึ่งของโรงเรียนนี้ที่ผมไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนคือ ปรัชญาของโรงเรียนเป็นบทกลอน ผอ.บุญทัน เล่าว่า หลวงปู่ศรีมหาวีโร ผู้อุปถัมภ์โรงเรียน มาพิจารณา(จากภายใน) และมอบปรัชญานี้ให้กับโรงเรียน

รู้หน้าที่ รู้เวลา รู้ฐานะ
อุตสาหะ พยายาม นำถูกหลัก
ปฏิบัติ ทั้งอ่าน-เขียน ตามประสงค์
เจตจำนง เพื่อเชิดชู ชาติศาสน์กษัตริย์

ผอ.บุญทัน กล่าวอย่างภูมิใจว่า นี่คือ "อุปนิสัยพอเพียง" ทำให้โรงเรียนยึดมั่นใน "วิถีพอเพียง" ตลอดมา ดังจะเห็นได้จากการกำหนด "วิสัยทัศน์" และ "อัตลักษณ์" ของโรงเรียน ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งครับ ผมตีความว่า

"รู้หน้าที่ รู้เวลา รู้ฐานะ" เรียกว่า "พอประมาณ"
"อุตสาหะ พยายาม นำถูกหลัก" คือให้มี "คุณธรรม และ ความรู้"
"ปฏิบัติ ทั้งอ่าน-เขียน ตามประสงค์" สะท้อนว่า ต้องศึกษาและปฏิบัติให้บรรลุตามประสงค์ คือ มี "เหตุผล" ในการทำ
"เจตจำนง เพื่อเชิดชู ชาติศาสน์กษัตริย์" อันนี้สำคัญ หาก ๓ สถาบันนี้เข้มแข็ง ประชาชนหรือทุกคนก็อยู่รอด เป็นสุขได้ ....










สิ่งที่ประทับใจและขอยกย่องเป็น Best Practice สำหรับโรงเรียนที่กำลังขับเคลื่อน ปศพพ. คือ การจัดแหล่งเรียนรู้ห้องสมุด โดยเฉพาะแหล่งเรียนรู้ผลงานของในหลวงและสมเด็จพระเทพฯ และการบูรณาการงานศิลปะกับการขับเคลื่อนฯ เช่น การทำสมุดเล่มเล็กเกี่ยวกับโครงการหลวงต่างๆ ฯลฯ .....  ตรงนี้ต้องระวังจะตกร่อง "ชิ้นงาน" ติดอยู่ "ในตู้พระไตรปิฎก" เหมือนในวัดบางที่ ที่หลักธรรมดีๆ ไม่มีผู้ใดไปเปิดตู้มาศึกษาเลย...







นอกจากจะมีหนังสือและวารสารที่น่าสนใจแล้ว ทางโรงเรียนยังมีโครงการส่งเสริมการ "รักการอ่าน" เช่น "กระเช้าชวนอ่าน"  ที่นักเรียนที่รับผิดชอบจะหาบหนังสือและวารสารที่น่าสนใจ ไปให้นักเรียนตามม้าหินอ่อนใน "ห้องสมุดธรรมชาติ" หรือในสวนป่าหลังโรงเรียน ที่เตรียมไว้เอื้อต่อการเรียนรู้อย่างยิ่ง ... เมื่อโรงเรียนและคุณครูใส่ใจ ให้ความสำคัญแบบนี้ ประโยชน์จึงได้เกิดมีกับลูกหลาน เกิดอุปนิสัย "ใฝ่เรียนรู้ " เป็นผู้ "รักการอ่าน"








ข้อสะท้อนผลการประเมิน โดยใช้กรอบวิธีคิดที่ได้กล่าวไว้แล้วในบันทึกที่ผ่านมา ที่นี่

  • โรงเรียนมีความพร้อมด้านกายภาพ การจัดการสื่อและสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ดีมาก เป็นไปตามมาตรฐานของโรงเรียนในฝันต้นแบบ
  • ครูแกนนำที่เป็นตัวแทน รู้ เข้าใจ และสามารถนำไปปฏิบัติกับตนเองและครอบครัว และสามารถนำมาขยายผลให้กับนักเรียน โดยเฉพาะมิติทางวัตถุ/เศรษฐกิจ เช่น การออมผ่านโครงการธนาคารโรงเรียน แต่ในมิติอื่นๆ ยังไม่ชัดเจนเชื่อมโยงมากนัก
  • นักเรียนแกนนำมีพัฒนาการในการขับเคลื่อนฯ อยู่ในระดับ นิยาม และ ตีความหลัก ปศพพ. สู่การปฏิบัติ การนำไปปรับใช้จนสามารถอธิบายขยายผลได้ยังไม่ชัดเจน
  • บทบาทของครูน่าจะอยู่ในระดับที่ ๑ และ ระดับที่ ๒ สังเกตจากผลงานการนำเสนอ "หนังสั้น" ของเด็ก สะท้อนว่า ครูยังไม่เน้นให้นักเรียนเป็น "ผู้สร้างองค์ความรู้เองด้วยการลงมือปฏิบัติ" คือ กระตุ้นให้นักเรียนได้ฝึก "คิดเอง ฝึกทำ ฝึกแก้ปัญหา ฝึกนำเสนอ"
ข้อเสนอแนะ
  • "ถอดบทเรียน" ให้มากขึ้น และต่อเนื่อง
  • สร้างกระบวนการขับเคลื่อนอย่างมีส่วนร่วม ที่ครูทั้งโรงเรียนได้เรียนรู้ เข้าใจ "ความหมาย" และเห็น "คุณค่า" มุ่งสู่เป้าหมาย ไปพร้อมๆ กัน 
  • ครู "ถอย" ออกมาเป็น "ครูฝึกก" เน้นให้นักเรียนได้ เรียนรู้แบบรู้จริง ผ่านการปฏิบัติ สะท้อนผล นำเสนอ ด้วยตนเองมากขึ้น 
  • ขยายความสำเร็จและจุดเด่นที่มีอยู่ของโรงเรียน ครู และนักเรียน เช่น  
    • ส่งเสริมให้นักเรียนอ่านประวัติการทรงงาน และเรียนรู้ "หลักการทรงงาน" จากแหล่งเรียนรู้ห้องสมุด
    • ความเป็นโรงเรียนในฝันต้นแบบ ที่พร้อมด้านสื่อ ไอซีที และอุปกรณ์ต่างๆ เช่น ส่งเสริมให้นักเรียนได้เรียนรู้ผ่านโครงงานบนฐานปัญหาจริงๆ ของชุมชน แล้วนำเสนอในลักษณะหนังสั้น ขยายผลสู่นักเรียนทุกคน ฯลฯ  ส่งเสริมงานของเด็กๆ เหมือนที่เคยทำมาตามคลิปด้านล่างนี้ให้มากขึ้นครับ

    • เปิดโอกาสให้สภานักเรียนหรือนักเรียนที่สนใจ ได้ศึกษา "กระบวนการ" ของ "โครงการโรงเรียนสุขภาพระดับเพชร" คือ ทดลองมอบหมายให้นักเรียน "ถอดบทเรียนโรงเรียน" เกี่ยวกับเรื่องนี้ 
    • ฯลฯ
  • จัดกระบวนการเรียนรู้อย่างครบวงจร Input-Output  เช่น ถ้าส่งเสริมการอ่าน ต้องส่งเสริมการเขียนด้วย เช่น จัดให้มีโครงการประกวดเรียงความ เป็นต้น 
 ๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘
 ป.ล. หากไม่เข้าใจ สงสัย อยากได้ความเห็นเพิ่มเติม สามารถอีเมล์มาถาม หรือโทรศัพท์หาผมได้ครับ

SEEN มหาสารคาม _๐๓ : ประเมินโรงเรียนนาดูนประชาสรรพ์

เช้าวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ผมมีโอกาส "ลงพื้นที่" โรงเรียนนาดูนประชาสรรพ์ หนึ่งใน ๒๑ โรงเรียนที่เป็นโรงเรียนกลุ่มเป้าหมายของโครงการ LLEN ตั้งอยู่ที่ตัวอำเภอนาดูน จ.มหาสารคาม เมืองที่เป็นแก่นใจกลางแห่งพุทธมณฑลอีสาน ที่คนไทยทั่วทุกสารทิศจะเดินทางมากราบสักระบูชาพระธาตุนาดูน ศาสนสถานอันศักดิ์สิทธิ์คู่บุญของชาวมหาสารคาม ครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๓  ที่ผมได้มาที่โรงเรียนนี้ ในการทักทายกับคณะครู ผมบอกว่า ผมยังคงทำงาน LLEN อยู่อย่างต่อเนื่อง


มาครั้งนี้มีฐานะเป็นกรรมการตรวจเยี่ยมประเมินสถานศึกษาพอเพียงต้นแบบ ซึ่งรับสมัครใจเข้าร่วมมา ๗ แห่ง เพื่อคัดเลือกโรงเรียนที่พร้อมที่สุด ๓ แห่ง เป็นตัวแทนของ สพม.เขต ๒๖ ในการขับเคลื่อนเป็นโรงเรียนศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงภายในปีการศึกษา ๒๕๕๘ นี้

ในมุมมองของคนขับเคลื่อน ปศพพ.ฯ สิ่งที่เป็นจุดแข็งของโรงเรียนคือ กระบวนทัศน์ (paradigm) วิธีคิด (mind set) (หรือที่นักวิชาการเรียก mind model)  ของผู้อำนวยการโรงเรียน  ประโยคแรกๆ ที่ผมได้ยินท่านสนทนากับคณะกรรมการ ท่านปรารภว่า ปัจจุบันสังคมมีค่านิยมผิดๆ ว่า "หากมีผลงาน โกงบ้างก็ไม่เป็นไร" ท่านบอกว่า บุคลากรทางการศึกษาต้องช่วยกันแก้ไขให้ถูกต้องอย่างเร่งด่วน และปลูกฝังค่านิยมของความซื่อสัตย์ให้กับลูกหลาน  สะท้อนให้เห็นถึงความยึดมั่นในความซื่อสัตย์สุจริต และความมุ่งมั่นที่จะสร้างนักเรียนให้เป็น "คนดี มีคุณธรรม"
 
ผมมองว่าการเน้นเรื่อง "ความซื่อสัตย์" อย่างจริงจังนั้น เหมาะสมกับปัญหา ทันกับเหตุการณ์ของบ้านเมืองไทยตอนนี้อย่างยิ่ง ไม่เพียงแต่เรื่องนี้ ผลงานที่โรงเรียนนำมาเสนอด้านอาเซียน สิ่งแวดล้อม แหล่งเรียนรู้ และป้ายข้อเขียนที่ติดไว้ตามอาคารสถานที่ ยังสะท้อนให้เห็นชัดว่า ถึงความพยายามในการ "พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง" ที่กำลังจะมาถึง  ผมเสนอท่านว่านอกจากความ "ซื่อสัตย์" แล้ว สิ่งที่สำคัญยิ่งยวดอีกประการที่นักเรียนต้องมีคือ "ใฝ่เรียนรู้"  และต้องรวมถึงครูด้วยที่ต้องทำเป็นแบบอย่าง

พิธีการประเมินเป็นไปอย่างเรียบร้อย ไหลลื่น ดำเนินการโดยนักเรียนแกนนำเป็นหลัก นักเรียน ๕ คนออกมาแสดงความสามารถด้านภาษาไทย โดยกล่าวต้อนรับเป็นกลอน ก่อนจะคนที่ ๒ ๓ ๔ ๕ จะกล่าวเป็นภาษา อังกฤษ ญี่ปุ่น จีน เวียดนาม ตามลำดับ  โดยเฉพาะเด็กที่พูดภาษาเวียดนาม ผอ.บอกว่า เรียนรู้ด้วยตนเอง ผมทึ่งในความสามารถนั้น และชื่นชมทันทีว่า อุปนิสัย "ใฝ่เรียนรู้" เป็นอุปนิสัยพอเพียงประการหนึ่ง  ....   ผมเสนอว่า ควรจะมีเวทีให้นักเรียนที่ประสบผลสำเร็จในการเรียนรู้แบบนี้ได้ "ถอดประสบการณ์" และแลกเปลี่ยนแบ่งปัน "หลักปฏิบัติ" ของกันและกัน ซึ่งถ้าทำได้อย่างสนุกและต่อเนื่อง จะเกิด "สังคมแห่งการเรียนรู้ " ตามปรัชญาของโรงเรียน

ประธานนักเรียนกล่าวต้อนรับด้วยคำกลอนด้านล่างนี้ครับ คลิกฟัง


ขอต้อนรับสู่โรงเรียนวิถีพุทธ     บริสุทธิ์หัวใจให้แด่ท่าน
ผู้เดินทางข้ามภูเขาลำเนาธาร   จากร้อยเอ็ดเจ็ดย่านที่ผ่านมา
สู่โรงเรียนนาดูนประชาสรรพ์     สู่โรงเรียนในฝันสมคุณค่า
สู่วิถีพุทธศาสน์แห่งสมญา        สู่ดินแดนบูชาพระธาตุนาดูน

ถือเป็นอีกโรงเรียนหนึ่งที่ยืนยันสมมติฐานในการขับเคลื่อนของผมมานาน  แต่จนถึงวันนี้ผมก็ยังไม่กล้ายืนยัน  ผมพบว่าโรงเรียนที่สนใจและประสบผลสำเร็จในการขับเคลื่อนฯ จะมีฐานของ "วิธีพุทธศาสน์" ซึ่งในที่นี้ก็คือ "โรงเรียนวีถีพุทธ"  แต่ในทางกลับกัน ผมพบว่า โรงเรียนอีกจำนวนหนึ่ง สนใจที่จะขับเคลื่อนฯ หรือน้อมนำ ปศพพ. ไปใช้อย่างจริงจัง เพราะเจอประสบการณ์ของการ "ไม่พอเพียง" ในการพัฒนา "โรงเรียนในฝัน"  ..... ส่วนนี้ไม่มีผิดถูก ท่านผู้อ่านมีประสบการณ์อย่างไร นำมาแลกเปลี่ยนจะดีมาก








 

ข้อค้นพบและความเห็นสะท้อนกลับหลังจากการเยี่ยมประเมิน 

จากวีดีทัศน์ที่ทางโรงเรียนนำเสนอต่อคณะกรรมการ ผมตีความว่า การขับเคลื่อนฯ ของโรงเรียนนาดูนฯ เน้นกิจกรรมหรือโครงการต่างๆ ซึ่งโดยมากจะเป็นกิจกรรมที่สนับสนุนให้แต่ละกลุ่มสาระจัดทำ เช่น กลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ ทำโครงการ Thailand Go Green รวมพลังเยาวชนก้าวสู่สังคมสีเขียว กลุ่มสาระคณิตศาสตร์ ทำโครงการค่ายเตรียมพร้อม ๓ วัน ๒ คืน กลุ่มสาระการงานอาชีพ ทำโครงการเบญจอาชีวะ ฯลฯ  ตลอดวีดีทัศน์กล่าวถึงโครงการและกิจกรรมต่างๆ มากมาย และพูดถึงรางวัลต่างๆ ที่ได้รับจากการแข่งขันทั้งระดับจังหวัดถึงระดับประเทศ  หลังจากชมวีดีทัศน์และการนำเสนอแล้ว  ผมไม่สามารถสังเคราะห์ได้ว่า ประเด็นสำคัญ ๔ ประการ ที่กรรมการฯ ควรจะได้คำตอบ ได้แก่
  • "อุปนิสัยพอเพียง" ในความหมายของครูและนักเรียนคืออะไร อะไรคือ "อุปนิสัยเป้าหมาย" ของแต่ละกิจกรรมหรือโครงการ
  • วิธีการปลูกฝังหรือสอดแทรก "อุปนิสัยเป้าหมาย" นั้นๆ ลงในแต่ละกิจกรรมหรือโครงการ 
  • ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นต่อครูและนักเรียนในภาพรวม ในที่นี้หมายถึงครูและนักเรียนส่วนใหญ่ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายของกิจกรรมหรือโครงการ ซึ่งจำเป็นจะต้องเล่าให้เห็นวีธีการในการประเมินผลนั้นๆ ด้วย 
  • มีการขยายผลต่อผู้อื่นอย่างไร 
เมื่อการนำเสนอจากวีดีทัศน์ไม่ชัดเจนใน ๔ ประเด็นดังกล่าว กรรมการจึงต้องใช้วิธีการสอบถาม สัมภาษณ์ และสังเกตเอง จึงทำให้มีข้อจำกัดทั้งจำนวนและเวลาในการประเมิน อย่างไรก็ดี คณะกรรมการก็มีการสะท้อนกระบวนการและผลลัพธ์ "เชิงคุณภาพ" "เชิงประจักษ์" เพื่อให้ทางโรงเรียนได้รู้ระดับของความสำเร็จของตนเอง และได้เสนอแนะแนวทางในการขับเคลื่อนสู่การเป็นโรงเรียนศูนย์การเรียนรู้ต่อไป

ในการสอบถามและประเมินที่แหล่งหรือฐานการเรียนรู้ต่างๆ ผมตระหนักอย่างมากว่า ช่วงเวลาในการมาประเมิน โรงเรียนเพิ่งจะเปิดเรียนในภาคการศึกษาใหม่ได้เพียงไม่กี่วัน ดังนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้ว่า จะเห็นร่องรอยของความสม่ำเสมอของการใช้ฐานหรือแหล่งเรียนรู้นั้นๆ  ประเด็นสำคัญจึงเป็น "เรื่องเล่า" หรือ "คำตอบ" จากนักเรียนผู้อยู่ประจำฐานการเรียนรู้ 











ข้อสะท้อนผลการประเมิน โดยใช้กรอบวิธีคิดที่ได้กล่าวไว้แล้วในบันทึกที่ผ่านมา ที่นี่

  • นักเรียนแกนนำส่วนหนึ่งสามารถ นิยาม ตีความ นำไปใช้ และขยายผลได้ แต่ยังเป็นส่วนน้อย ส่วนใหญ่น่าจะอยู่ในระดับนิยามและตีความให้เข้ากับ ๓ ห่วง ๒ เงื่อนไข แต่ยังไม่สามารถที่จะอธิบายขยายผลได้ มีส่วนหนึ่งที่กรรมการพบว่า ยังอยู่เพียงในระดับนิยาม ยังไม่สามารถบูรณาการเข้ากับสิ่งที่ตนเองทำได้  เป้าหมายสำคัญที่สุดก่อนการประเมินเป็นโรงเรียนศูนย์ฯ  นักเรียนแกนนำอย่างน้อยร้อยละ ๒๕ จะต้องสามารถ นิยาม ตีความ นำไปใช้ และภูมิใจขยายผลไปยังเพื่อนนักเรียนถึงให้ได้ถึงร้อยละ ๗๐  .....  หากขับเคลื่อนฯ อย่างถูกต้องจะเกิดผลลัพธ์ถึงร้อยละ ๑๐๐ ได้
  • ผู้อำนวยการมีความรู้ความเข้าใจและมีศรัทธาต่อการขับเคลื่อนฯ อย่างยิ่ง มีทีมบริหารที่พร้อม ได้รับการสนับสนุนจากกรรมการสถานศึกษาอย่างเต็มที่ คณะครูมีความสามัคคีและศรัทธาต่อผู้บริหาร และแนวทางในการพัฒนาโรงเรียน  แสดงถึงศักยภาพที่จะสามารถขับเคลื่อนฯ ได้ทันที 
  • สิ่งแวดล้อมทางกายภาพ แหล่งเรียนรู้ และฐานการเรียนรู้พร้อมมาก หากมี "หลักปฏิบัติ" การใช้แหล่งหรือฐานในการขับเคลื่อนฯ เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม แหล่งเรียนรู้ หรือฐานการเรียนรู้ที่ถูกต้อง น่าจะพร้อมรับการประเมินได้
  • บทบาทของครูอาจารย์ น่าจะอยู่ในระดับที่ ๑ และ ๒ กล่าวคือ ใช้การ "ถอดบทเรียน" อย่างมีรูปแบบ "จับใส่กล่อง"  ควรทำต่อไปและยกระดับบทบาทของครูอาจารย์ให้นักเรียนได้ "ฝึก" มากขึ้น 
ข้อเสนอแนะสำคัญ
  • เปิดโอกาสให้นักเรียนเป็นเจ้าของโครงการหรือกิจกรรมมากขึ้น เพื่อให้นักเรียนได้ "ฝึกคิด ฝึกทำ ฝึกนำเสนอ" ด้วยตนเอง ฝึกการทำงานเป็นทีม โดยครูเป็นผู้อำนวยความสะดวก และกระตุ้นแรงบันดาลใจ และตั้งคำถามเพื่อติดตาม ชี้แนะ 
  • ระวังตกร่อง "ชิ้นงาน"  เป้าหมายสำคัญของกิจกรรมและโครงการต่างๆ คือ ทักษะและเจตคติของนักเรียน ไม่ใช่ผลงานที่เป็น "ชิ้นงาน" เช่น ในฐานการเรียนรู้เรื่องการปลูกเห็ดฟาง ผลลัพธ์ไม่ใช่เห็ดฟางที่ได้ แต่เป็นความรู้และทักษะในศตวรรษที่ ๒๑ ของนักเรียน 
  • คัดเลือกครูและนักเรียนแกนนำที่ถึงระดับ ๔ แล้ว จัดเป็นกลุ่มแกนนำเพื่อขยายผลไปยังโรงเรียนอื่นๆ 
  • ใช้เครื่องมือจัดการความรู้ (KM)  เช่น BAR, AAR, Story Telling, Dialouge, Deep Listening ฯลฯ ในการขับเคลื่อนฯ จะทำให้เข้าใจและตีความได้ดีและเร็วขึ้น