วันศุกร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2558

CADL _ โครงการสืบสานฯ ปี ๒๕๕๘ _ "สร้างคนดี เหนือสิ่งใด" โรงเรียนสัตยาไส อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี (๒) รุ่นพี่เป็นตัวอย่างที่ดีให้รุ่นน้อง

อ่านบันทึกที่ ๑ ที่นี่ 

รุ่นพี่เป็นตัวอย่างที่ดีให้รุ่นน้อง

บรรยายกาศที่เห็นแตกต่างจากโรงเรียนทั่วไป ในขณะที่เรารับประทานที่โรงอาหารกลางของโรงเรียน คือ เสียงพูดคุยสนทนาของเด็กๆ ดังสนั่นห้องโถง "อาจารย์ ดร.อาจอง" บอกว่า "...เวลากินข้าวร่วมกันจะเสียงดังแบบนี้เป็นธรรมชาติ..."  ที่นี่ไม่มีครูคอยออกคำสั่ง ใช้ระบบ "รุ่นพี่ดูแลรุ่นน้อง" และใช้หลักของการ "เป็นแบบอย่างที่ดี" ของรุ่นพี่ โดยมีสภานักเรียนที่เรียกกันว่า "พี่ Prefect" ซึ่งแปลว่า เจ้าหน้าที่ ในที่นี้น่าจะหมายถึง "หัวหน้านักเรียน" (ผมได้คำแปลจากที่นี่) เมื่อถึงช่วงเวลาที่เหมาะสม รุ่นพี่จะยืนขึ้น น้องๆ ทุกคนยืนตาม เวลานี้ความเงียบและความพร้อมเพียงก็เข้ามา พร้อมๆ กับการทำความเคารพท่านประธาน ก่อนที่ทุกคนจะเริ่มทานอาหารพร้อมๆ กัน  เด็กๆ จะทำแบบนี้อีกครั้งหนึ่งเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมหลังรับประทานอาหารเสร็จ

ผมชอบวิธีจัดโต๊ะในโรงอาหาร ที่จัดโต๊ะให้ "อาจารย์" (นักเรียนที่นี่จะเรียก ดร.อาจอง ว่าอาจารย์) และผู้อำนวยการลัดดา (เด็กๆ ที่นี่ยังคงเรียกท่านว่า "ครูกุ้ง") นั่งโต๊ะบนเวที หันหน้ามาหาเด็กๆ ดังรูป ด้านล่าง


นักเรียนที่นี่ตื่นตั้งแต่เช้าตี ๔ หรือ ๕ อาบน้ำทำกิจส่วนตัวแล้วมารวมกันที่ห้องประชุมโถงใหญ่ขนาดประมาณ ๗๐๐ คน น่าจะได้ กิจวัตรคือร้องเพลงและสวดมนต์ โดยมีดนตรีประกอบ ซึ่ง ดร.อาจอง ท่านเล่นเปียโนด้วยตนเอง และมีคุณครูลอเรนซ์เล่นแอคคอร์เดียนประกอบกัน  โดยจะเริ่มกิจรรมตามลำดับคือ สวดสักการะพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อิมินาสักกาเรนะฯ->อรหังสัมมาฯ -> บทสวดเสริฐสรรทำนองทิเบต -> ร้องเพลงพร้อมกัน -> อ.ดร.อาจอง เล่านิทานคุณธรรม -> สะท้อนบทเรียนจากนิทาน  ผู้สนใจกิจวัตรทั้งวัน และแนวทางการเรียนรู้ สืบค้นหาดูได้ไม่ยากเลยครับทาง Youtube  เช่น
https://youtu.be/dLe6JaZ1c-I เป็นต้น

สังเกตว่าแม้แต่ตอนนั่งในอาคาร รุ่นพี่พรีเฟค จะแทรกอยู่ระหว่างรุ่นน้องๆ นั่่นหมายถึง คำว่ารุ่นพี่ดูแลรุ่นน้องนั้น ไม่ใช่เฉพาะเรื่องปกครอง แต่พี่จะคอยเป็น "ตัวอย่างที่ดี" ให้รุ่นน้องในทุกๆ เรื่อง ทุกๆ เวลาที่ทำกิจกรรมร่วมกัน

เมื่อกิจกรรมตอนเช้าเสร็จสิ้น ทุกคนก็เดินไปกินข้าวเช้าที่โรงอาหาร โดยไม่มีการให้สัญญาณใดๆ เหมือนทุกคนจะรู้เวลาว่าตอนไหน ที่ไหน เมื่อไหร่ ฯลฯ เป็นอย่างดี ...

หลังประทานอาหารเช้า เด็กๆ จะมีช่วงเวลาเพลินเล่นระยะหนึ่ง ก่อนจะได้ยินเสียงเพลงเป็นสัญญาณดังขึ้น  นักเรียนจะไม่รีบรุกรนรุกรี้ทันที เหมือนตอนสมัยเด็กที่เราได้ยินเสียงระฆัง แต่ที่สัตยาไสใช้เพลง ๓ เพลงเป็นทั้งสัญญาณและการสื่อสารกับนักเรียนว่า เพลงแรกให้เตรียมตัวและเริ่มทะยอยเดินมาหน้าเสาธง จบเพลงที่สองทั้งพี่ทั้งน้องจะพร้อมกันที่หน้าเสาธง ระหว่างเพลงที่ ๓ นอกจากจะจัดระเบียบตนเองแล้ว ผมยังสังเกตเห็นการตรวจนับจำนวนน้องของรุ่นพี่พรีเฟค และยิ้มไหว้ทักทายกันระหว่างน้องพี่ ....  ตอนนี้ผมรู้แล้วว่า วิธีแบบนี้ที่ผมประทับใจเมื่อครั้งไปเยี่ยม ร.ร.นอกกะลา มาจากไหน ...



ครูเพ็ญศรี ใจกล้า ครูเพื่อศิษย์ที่เดินทางไปด้วยกัน ประทับใจในความง่าย สบาย ของเครื่องเด็กกายที่นักเรียนใส่ที่นี่มาก โดยเฉพาะร้องเท้าแตะหลากหลายแบบที่นักเรียนใส่ และเสื้อสีแสดกางเกงวอร์มสีดำ  ...  ผมคิดว่านี่เป็นวิธีการปลูกฝังความเข้าใจใน "คุณค่าแท้" ของสิ่งของที่ใช้ได้ดีมาก...

กิจกรรมทุกอย่างดำเนินไปตามลำดับ ร้องเพลงชาติพร้อมกัน กล่าวคำปฏิญาณพร้อมกัน โดยไม่มีครูเข้าไปเกี่ยวข้องใดๆ โดยใช้ไมโครโฟนสนามเล็กๆ ที่ทุกคนได้ยินเสียงไม่ดังเกินไป เว้นแต่ตอนท้ายที่ประธานนักเรียนจะเชิญให้ผู้อำนวยการออกมาพบนักเรียนหน้าเสาธง

วันนี้ (๒๓ ก.ย. ๕๘) ผู้อำนวยการบอกกับนักเรียนว่า  "...วันนี้ครูมีแขกพิเศษมาเยี่ยม..."  เสียงฮือฮายินดี ทุกคนหันหน้ามองไปยัง พิมพ์ (สัจจาพร) นักเรียนทุนเศรษฐกิจพอเพียง อดีตประธานนักเรียน ศิษย์เก่าที่นี่ ซึ่งยืนอยู่ด้านหลัง ผมมั่นใจว่า ผอ. ไม่ได้บอกไว้ล่วงหน้า และประทับใจที่พิมพ์เดินออกมาหน้าเสาธงทันทีโดยไม่มีอาการประหม่าใดๆ เลย  และพูดได้อย่างดีเยี่ยม แม้ไม่ได้เตรียมมาก่อน หัวข้อที่ ผอ. มอบให้ คือ   "ประสบการณ์การนำสิ่งที่ได้เรียนรู้จากสัตยาไสไปปรับใช้ในชีวิตมหาวิทยาลัย" ...

พิมพ์บอกว่า  สิ่งที่มีประโยชน์และได้นำไปใช้มากๆ คือ ความเป็นผู้นำที่ตนเองได้รับจากการเป็นพี่ "พรีเฟค" และเป็นประธานนักเรียน  ประสบการณ์จากในระบบพี่ดูแลน้อง หล่อหลอมให้เธอสามารถเป็นผู้นำนิสิตในรุ่นที่เธอศึกษาอยู่ ปัจจุบันเธอศึกษาอยู่ชั้นปี ๒ ของคณะบัญชีและการจัดการ มมส. ... ความจริงทีมจากก มมส. มาศึกษาดูงานครั้งนี้ได้ก็เพราะพิมพ์ประสานติดต่อให้... และโดยเฉพาะ ท่านอาจารย์อาจอง ท่านยังเป็นผู้พาเราทัศนศึกษา และให้การดูแลอย่างอบอุ่นที่สุด ....ขอบคุณมากๆ ทั้งอาจารย์ทั้งลูกศิษย์ไว้ตรงนี้อีกครั้งหนึ่งครับ...

ผมถามนักเรียนชั้น ม.๖ เกี่ยวกับระบบ "พี่ดูแลน้อง" น้องตอบทันทีว่า ".สำคัญที่การทำเป็นแบบอย่าง  แบบอย่างที่ดี มีค่ามากกว่าคำสอน..."   แล้วถ้าน้องไม่ทำล่ะ?  เช่นถ้าน้องมาสายล่ะ?  "ก็จะมีวิธีให้ทำความดี บำเพ็ญประโยชน์ เป็นมาตรการทำโทษแบบสร้างสรรค์ๆ..."


สรุปคือ "พี่ดูแลน้อง" ต้อง "เป็นแบบอย่าง" ....

บันทึกต่อไปจะว่าด้วย "ความรัก" กับ "การกอด" ครับ ...


วันอังคารที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2558

CADL _ โครงการสืบสานฯ ปี ๒๕๕๘ _ "สร้างคนดี เหนือสิ่งใด" โรงเรียนสัตยาไส อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี (๑) ที่นี่รับประทานมังสวิรัติตลอดปี

วันที่ ๒๒ - ๒๓ กันยายน ๒๕๕๘ CADL นำนิสิตกลุ่มแกนนำขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในมหาวิทยาลัย จำนวน ๑๒ คน บุคลากร ๔ คน ครูเพื่อศิษย์ดีเด่น ๓ ท่าน เดินทางไปศึกษาดูงาน โรงเรียนสัตยาไส อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี ผู้สนใจสามารถศึกษาได้ด้วยตนเองทางเว็บไซต์โรงเรียนครับ

วัตถุประสงค์หลักครั้งนี้ เกี่ยวข้องกับการสืบสานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่สำนักศึกษาทั่วไปพยายามทำติดต่อกันมาหลายปี ติดตามอ่านได้จากบันทึกนี้  จนมีหลักสูตรท้องถิ่นด้านสมุนไพรในโรงเรียน โรงเรียนเขวาใหญ่พิทยาสรรค์ และได้ลงไปทดลอง "พาทำ" "ทำให้ดู" ในโครงการสืบสานฯ ในปี ๒๕๕๗ ซึ่งได้เขียนบันทึกไว้ที่นี่ และไปสนับสนุนให้จัดนิทรรศการผลงานของโครงการ อ่านได้ที่นี่  และมอบหลักสูตรดังกล่าวให้ทางโรงเรียนได้นำไปทดลองใช้ด้วยตนเองต่อไปในปี ๒๕๕๘

แต่เมื่อติดตามดูในเบื้องต้น พบว่าทางโรงเรียนได้มอบหมายให้ครูเพียงท่านเดียวดูแล ไม่ได้นำหลักสูตรท้องถิ่นดังกล่าวไปใช้ทั้งโรงเรียน ซึ่งอาจเป็นเพราะระบบการศึกษาที่ทำให้ครูและโรงเรียนมีภาระงานด้านการรับการประเมินประกันคุณภาพที่มากเกินไป หรืออาจเป็นเหตุผลใดๆ อื่น  ทีมขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จึงไม่ได้ติดตามอย่างเป็นทางการต่อไป  แต่เพื่อให้โครงการสืบสานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ดำเนินตามเจตนารมณ์ของหน่วยงานต่อไป  ทีมขับเคลื่อนฯ จึงได้จัดทำโครงการศึกษาดูงานการขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ณ โรงเรียนสัตยาไส  โดยกลุ่มเป้าหมายเป็นนิสิตในโครงการเด็กดีมีที่เรียน เพื่อเป็นแกนนำในการขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในมหาวิทยาลัย ต่อไป

การศึกษาดูงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ๓ ประการ ได้แก่ ๑) ไปทัศนศึกษาให้รู้จัก ร.ร.สัตยาไส  ๒) พา "เด็กดีมีที่เรียน" ไปเรียนรู้วิธีการปลูกฝังคนดีด้วยการน้อมนำวิธีพอเพียง และ ๓) KM เด็กดีเพื่อหาวิธีขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในมหาวิทยาลัย...  ขณะรับประทานอาหารเย็นตอนขากลับ ผม AAR ว่าบรรลุตามข้อ ๑ และ ๒ อย่างดี แต่วิธีการขับเคลื่อนฯ ยังไม่ชัดเจนมากนัก ว่า จะทำแบบสัตยาไสในการขับเคลื่อนฯ ในมหาวิทยาลัยหรือไม่

เดินทางจาก มมส. ไป ร.ร.สัตยาไส

เราใช้รถมินิบัสของมหาวิทยาลัย เดินทางไกลจากมหาสารคาม -> อ.บ้านไผ่ -> อ.บัวใหญ่ ->เลี้ยวซ้ายไปทางบ้านทำนบพัฒนา -> อ.พระทองคำ -> เลี้ยวขวาไปตาม ถ.สุรนารายณ์ -> อ.ชัยบาดาล -> ร.ร.สัตยาไส ห่างจาก อ.ชัยบาดาลเพียง ๗ กิโลเมตร หรือ เพียง ๑๐ นาทีรถยนต์  รวมเวลาเดินทางด้วยวิธีนี้ทั้งหมดรวมเวลาทานข้าวและพักระหว่างทางทั้งสิ้น ๗ ชั่วโมง  .... ประสบการณ์ที่ดีมากคือ หมู่บ้านที่เราได้ความรู้ใหม่ว่า บ้านทำนบพัฒนา เป็นบ้านเกิดของสุรนารี ราชสีมา และตักแตน ชลดา (ผมก็นึกไม่ออก) และร้านอาหารส้มตำผัดหมี่ที่่อร่อยแต่ราคาถูกมาก ... ตรงนี้สำคัญมาก สำหรับผมแล้ว การอุดหนุนชาวบ้านผู้ผลิตขั้นปฐมภูมิ คือความภูมิใจอย่างหนึ่งในการสานต่อแนวพระราชดำริ






รับประทานมังสวิรัติ
 
ทันทีที่ไปถึงโรงเรียน สิ่งที่ได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงคือ โรงเรียนสัตยาไส ครูและนักเรียนทุกคนรับประทานมังสวิรัติตลอดปี  อาจารย์ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา บอกกับคณะดูงานตอนหนึ่งว่า "...การรับประทานเนื้อสัตว์นั้นมีส่วนในการส่งเสริมให้ฆ่าสัตว์ ...  การท่องหรือรับศีลข้อ ๑ ปาณาติปาตาฯ ไม่ฆ่าสัตว์ นั้นไม่มีประโยชน์ใด ถ้าหากยังส่งเสริมให้เกิดการฆ่า ก็ไม่มีประโยชน์ใด..."  สะท้อนถึงแนวคิดข้อนี้อย่างเด่นชัด และได้มีการนำมาปฏิบัติอย่างจริงต่อเนื่องตั้งแต่ปี ๒๕๓๕ จนถึงปัจจุบัน  ท่านยกเหตุผลที่น่าสนใจมาก ซึ่งความจริงทุกครั้งที่ท่านไปบรรยาย เราจะได้ยินเรื่องนี้บ่อยๆ ... ขอนำมาเล่าไว้ที่นี่อีกครั้ง ดังนี้ครับ

สัตว์กินเนื้อและสัตว์กินพืชมีลักษณะแตกต่างกันอย่างชัดเจน ๒ อย่างคือ สัตว์กินเนื้อจะลำใส้ยาวไม่เกิน ๓ เท่าของลำตัว ส่วนสัตว์กินพืช จะลำใส้ยาวกว่าลำตัว ๘-๙ เท่าทีเดียว  เนื้อเมื่อตกลงในท้องจะเริ่มอืดและเน่าภายใน ๓ ชั่วโมง ในขณะที่คนเราใช้เวลาตั้งกินย่อยจนถึงปล่อยออกจากทวารนานประมาณ ๑ วันครึ่ง หรือ ๔๘ ชั่วโมง นี่คือคำตอบว่า ทำไมมนุุษย์อุจจาระเหม็นเหมือนหรือเหม็นกว่าสัตว์กินเนื้อทั่วไป  ส่วนสัตว์กินพืชเช่น วัว แพะ แกะ ควาย มีมูลไม่เหม็น ... แสดงว่า มนุษย์เป็นสัตว์กินพืช ...  อีกลักษณะที่แตกต่างระหว่าง ระหว่างสัตว์กินพืชกับกินเนื้อคือ มีเขี้ยวกับไม่มีเขี้ยว คนไม่มีเขี้ยว ในทำนองเดียวกัน ท่านบอกว่า มนุษย์เป็นสัตว์กินพืช ไม่ใช่สัตว์กินเนื้อ...

ท่านบอกว่า ชาวเอสกิโมที่กินเนื้ออย่างเดียวเป็นอาหาร มีอายุเฉลี่ยเพียง ๒๕-๒๖ ปี ในขณะที่หลายชนเผ่าในธิเบต ที่นับถือพุทธมหายาน ปีอายุยืนนานถึง ๑๑๐ ปีเป็นเรื่องธรรมดา ... ข้อนี้ผมเชื่อครับ  ดูท่านเองปีนี้ ก็ ๗๕ ปีแล้ว ยังแข็งแรง นำเราทัศนศึกษาทั้งวัน เหมือนท่านไม่เหนื่อยเลยครับ ... ขอขอบพระคุณท่านตรงนี้อีกครับครับ 




มาอ่านต่อบันทึกหน้านะครับ  (ดูภาพทั้งหมดที่นี่ครับ)

วันอังคารที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2557

ตอบจดหมาย เรื่อง การประเมินโรงเรียนศูนย์การเรียนรู้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

ท่าน ผอ. ที่ผมเคารพท่านหนึ่ง ส่งจดหมายอิเล็คทรอนิกส์มาถามผมเรื่องเกี่ยวกับการประเมินโรงเรียนศูนย์การเรียนรู้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง  ผมตอบจดหมายตามภูมิรู้เท่าที่มีของตนเอง แต่คิดว่าน่าจะมีประโยชน์สำหรับท่านอื่นๆ ที่กำลังขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษาด้วย จึงขออนุญาตท่าน นำมาเผยแพร่ ต่อ ดังนี้ครับ 


หัวข้อ: สอบถามครับ —————————————
อาจารย์ครับ..คำถามเดิมๆ แต่จริงจัง ศน. สนับสนุนโรงเรียนผมมากขึ้น ว่า “ใช่” ที่จะเป็นศูนย์ เนื่องจาก ผลงานต่อเนื่อง กิจกรรมชัดเจน มีคนมาดูงานสม่ำเสมอ ผมมีความสุขกับการทำงาน ไม่คาดหวังการประกวดแข่งขัน งานเกษตรอินทรีย์ที่พอเพียง ทำมาตั้งแต่ ปี ๒๕๕๐ และคิดงานเล็กๆเพิ่มเติมตามบริบท…. ถามอาจารย์ว่า ….เด็ก ๖๙ ครู ๕ เป็นศุนย์ฯ ได้ไหมครับ ผมไม่ได้กลัวเกณฑ์…แต่ผมกำลังเร่งคุณภาพผลสัมฤทธิ์ ... ถ้าผมจะรับการประเมิน ผมอ่านบทความอาจารย์ที่ผมบันทึกไว้มากมาย ก็เพียงพอแล้ว ครับ สุดท้ายนี้ ถ้าศน.ให้ผมสมัครรับการประเมินเป็นศูนย์เทอมหน้า ผมจะได้รับการประเมินราวเดือนไหน ครับ(ปีงบประมาณ ๒๕๕๘) ขอบคุณครับ
***************************************************************************************************************************************
เรียน ท่านผอ.ชยันต์ ที่เคารพ

ขอบพระคุณมากครับ ผมเองก็ติดตามผลงานผ่านบันทึ
กของท่านอย่างต่อเนื่อง เมื่อทราบว่าทางสำนักงานเขตฯ กำลังผลักดันจะให้โรงเรียนท่านเป็นศูนย์การเรียนรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา(ปศพพ.) (ตามนโยบายว่า ๑ เขต ต้องมีอย่างน้อย ๑ ศูนย์การเรียนรู้) รู้สึกยินดีมากครับที่ท่านสนใจจะร่วมเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อน ปศพพ. ขอเรียนตอบท่านดังนี้ครับ

๑) เด็ก ๙๖ คน ครู ๕ เป็นศูนย์ฯ ได้หรือไม่ ตอบว่า ตามความรู้ที่ผมมีตอนนี้ ไม่มีข้อกำหนดใดๆ เกี่ยวข้องกับจำนวนหรื
อขนาดของโรงเรียน ผมคิดว่า โรงเรียนขนาดเล็กในประเทศเรามีเป็นหมื่นโรงเรียน หากมีตัวอย่างของโรงเรียนศูนย์ฯ ที่มีบริบทคล้ายกัน น่าจะเป็นประโยชน์ยิ่ง ... เราสามารถพิจารณาตนเองตามเกณฑ์ก้าวหน้าได้ว่า เราเหมาะสมที่จะเป็นศูนย์การเรียนรู้หรือไม่

๒) เรื่องการเป็นโรงเรียนศูนย์
การเรียนรู้ฯ กับ คุณภาพผลสัมฤทธิ์ ขอเรียนท่านว่า การเป็นโรงเรียนศูนย์การเรียนรู้ฯ หัวใจสำคัญคือ การขยาย "ผลสัมฤทธิ์" หรือ "ความสำเร็จ" ที่ภูมิใจของตนเองสู่ผู้อื่นๆ หรือโรงเรียนอื่นๆ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมี "ผลสัมฤทธิ์" หรือ "ความสำเร็จ" ที่ภาคภูมิใจ ผมคิดว่า ท่าน ผอ. ดำเนินงานมาจนถึงตรงนี้ ทุกอย่างที่ท่านทำสำเร็จล้วนแล้วแต่ "พอเพียง" คือสอดคล้องกับการนำหลัก ปศพพ.ไปใช้ทั้งสิ้น นั่นหมายถึง หากท่านจะรับการประเมินเป็นโรงเรียนศูนย์ฯ สิ่งที่้ต้องเตรียมตัวมากหน่อยก็คือ การ "ถอดบทเรียน" "ถอดประสบการณ์" ว่าเราทำอย่างไรจึงสำเร็จ สอดคล้องกับหลักปรัชญาฯ อย่างไร ท่านน้อมนำไปใช้ตอนไหน..เพื่อวัตถุประสงค์ของการ "สื่อสาร ขยายผล" สู่คนอื่น หรือโรงเรียนอื่น ..... หลังจากถอดบทเรียนเทียบเคียงกับเกณฑ์ก้าวหน้า ท่านจะทราบทันทีว่า เราพร้อมจะรับการประเมินหรือยัง ถ้ายังไม่พร้อมต้องเติมอย่างไรบ้าง .... หลายโรงเรียน มีแต่ความ "อยากเป็น" แต่ ไม่มี "ความสำเร็จที่ภูมิใจ" ...

๓) ถ้า ศน. ให้ขอรับการประเมินฯ เทอมหน้า (๒๕๕๘) จะได้รับการประเมินประมาณเดื
อนไหน ... ขอเรียนท่านอย่างนี้ครับ ที่ผมทราบคือ จะมีคณะกรรมการกลั่นกรองแบบคัดกรอง ซึ่งทุกโรงเรียนต้องส่งเข้าไป ภายในเดือนพฤษภาคม หากผ่านการคัดเลือก จะมีการประเมินประมาณ สิงหาคม หรือ กันยายน ดังนั้น เราต้องนำเสนอในแบบคัดกรองให้ดี (ทำวีซีดีแนะนำจะดีมาก) ว่าเราขับเคลื่อนอย่างไร เกิดผลอย่างไร ทำไมจึงอยากขอรับการประเมินฯ เป็นต้น (มีรายละเอียดในแบบฟอร์ม) .... แต่อย่างไรก็ตาม อาจมีการเปลี่ยนแปลง เพราะตอนนี้ เราต้องส่งแบบคัดกรองไปยังเขตพื้นที่การศึกษา เขตพื้นที่จะส่งไปยังคณะกรรมการกลั่นกรองฯ อีกครั้งหนึ่ง

๔) ผมมีความเห็นเพิ่มเติมอยากเรี
ยนท่าน ผอ. ว่า ศึกษานิเทศน์ (ศน.) ต้องทำงานในลักษณะ "รับ-ประสาน-สร้าง-ส่ง" บางท่านต้อง "รับ" งานจากส่วนกลาง (สพฐ.) หลายๆ โครงการพร้อมๆ กัน หลายโครงการ ศน. ไม่มีสิทธิ์คิด ต้อง "ประสาน-สั่ง-ส่ง" คือเป็นผู้ประสาน มาสั่งงานต่อให้โรงเรียนทำ แล้วส่งไปยังเจ้าของโครงการจากส่วนกลาง แต่บางโครงการก็มีสิทธิ์ "สร้าง" แล้วค่อย "ส่ง" หาก ศน. เข้าใจและน้อมนำหลัก ปศพพ. ไปใช้ในการทำงานของตนจริง ท่านเหล่านั้นจะสามารถบูรณาการงานให้ง่าย (Simplicity) โดยเฉพาะโครงการประเภท "สร้าง" แล้วเสนอต่อสำนักงานเขตฯ ด้วยความเห็นดังนี้ ผมจึงคิดว่า การเปิดโอกาสให้ ศน. ได้เข้ามาเรียนรู้กับท่าน จะเป็นผลดีในระยะกลางและระยะยาวอย่างยิ่ง

ด้วยความเคารพอย่างสูง
ฤทธิไกร

ป.ล. ขออนุญาต นำสาระในอีเมล์ของท่านและคำตอบข้างตนนี้ เผยแพร่ในบันทึก gotoknow จะได้หรือไม่ครับ
**************************************************************************************************************************************

วันเสาร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2557

เรียนรู้จากคณะกรรมการประเมินโรงเรียนศูนย์การเรียนรู้ ปศพพ. : สังเกตการณ์ประเมินฯ โรงเรียนบ้านเป้าวิทยา

การร่วมการประเมินศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ณ โรงเรียนบ้านเป้าวิทยา อ.เกษตรสมบูรณ์ จ.ชัยภูมิ ในวันที่ ๓ กันยายน ๒๕๕๗  กระผมได้เรียนรู้สิ่งใหม่หลายประการผ่านมุมมองของกรรมการฯ ด้วยการ "ฟัง" "สังเกต" และ "คิด" .... ซึ่งแน่นอน อาจจะผิดก็ได้ ดังนั้น ท่านผู้อ่านจึงควรพินิจพิจารณาด้วยหลักปรัชญาฯ ก่อนจะนำไปปรับใช้เถิด...

ข้อสังเกตสำคัญที่พบในการประเมินครั้งนี้ คือ

  • กรรมการเน้น "ความยั่งยืน" กรรมการให้ความเห็นว่า ฐานการเรียนรู้หรือแหล่งเรียนรู้ไม่ควร "ยก ย้าย" ออกจากสถานที่จริงๆ มาแสดงในสถานที่ชั่วคราว เว้นแต่จะเป็นฐานการเรียนรู้ชั่วคราว ที่สามารถเคลื่อนย้าย ยก ยุบ ได้ง่ายไม่ลำบาก หรือเป็นผลงานของนักเรียน ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ (เหตุผล) ของการเตรียมงาน  หากมุ่งให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แสดง แบ่งปัน เผยแพร่ อาจสามารถเคลื่อนย้ายเพื่อความสะดวก
  • กรรมการตรวจสอบจริงจัง ลงลึกรายละเอียด เพื่อพิสูจน์กระบวนการทำงาน ว่า น้อมนำหลักปรัชญาฯ มาใช้ในการบริหารจัดการอย่างไร มีแผนระยะยาว กลาง แผนรายปี มีหลกสูตรสถานศึกษา ในหลักสูตรสถานศึกษา มีการน้อมนำหลัปปรัชญาฯ ลงสู่หลักสูตรฯ การเรียนการสอน กิจกรรมเสริมการเรียนรู้  (โดยมากจะทำเป็นโครงการต่างๆ) กรรมการจะตรวจละเอียดถึงขึ้นปฏิบัติ การกระจายงานสู่บุคลากร ครูผู้ทำโครงการฯ เข้าใจหรือไม่ ได้น้อมนำไปใช้ในการทำโครงการนั้นอย่างไร เบิกจ่ายอย่างไร โปร่งใสหรือไม่ (มีการแจกแจงรายละเอียด) ผอ.หรือผู้บริหารมีการตรวจสอบ ถ้วนถี่หรือไม่ ใส่ใจในรายละเอียดหรือไม่ ใส่ใจและติดตามงานโดยเฉพาะงานวิชาการ (อาจสังเกตจากการเกษียนหนังสือ) เมื่อทำโครงการแล้ว มีการตรวจสอบผลลัพธ์หรือไม่อย่างไร หากไม่ได้ผลมีการปรับปรุง ป้องกันอย่างไร มีการรายงานผลลัพธ์ต่อผู้บริหารอย่างไร มีการจัดการความรู้ (จัดเก็บองค์ความรู้) อย่างไร .... อ่านแล้วเป็นไงครับ  ผมตะลึงไปเลย แต่ก็ยอมรับและเห็นด้วยกับท่านทุกประการ เราต้องฝึกตนเองให้ได้แบบนั้นครับ ....
  • คณะกรรมการฯ แบ่งออกเป็น ๓ ทีม 
    • ทีมแรกพบปะกับกรรมการสถานศึกษา ชุมชน องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ตัวแทนจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา 
    • ทีมที่สอง ตรวจสอบผลงานการขยายผลการขับเคลื่อนฯ ของโรงเรียน  กลุ่มเป้าหมายคือ ผู้บริหารและครูจากโรงเรียนเครือข่ายที่ได้รับการขยายผล 
    • ทีมที่สาม ดูผลงานการขับเคลื่อนของโรงเรียน นั่นคือ ดูผลงานนักเรียน ดูผลลัพธ์ที่ตัวนักเรียน (เกิดอุปนิสัยพอเพียงหรือไม่) ด้วยการให้นักเรียนนำเสนอ เล่าเรื่อง และซักถาม รวมทั้งซักถามครูผู้รับผิดชอบที่ท่านเชิญให้มาอยู่ร่วมด้วยระหว่างที่สอบถามประเมินนักเรียน
  • คำถาม ๕ คำถาม สำคัญที่กรรมการถาม "แบบเปิดหา" (ถามต่อหน้าเวที ให้ยกมือตอบ ใครตอบแล้ว ไม่ให้ตอบอีก) คือ 
    • ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงคืออะไร 
    • จำเป็นต้องน้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาสู่โรงเรียนหรือไม่ 
    • เราขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่โรงเรียนอย่างไร 
    • จะรู้ได้อย่างไรว่า การขับเคลื่อนฯ ได้ผลหรือไม่ได้ผล 
    • จะทำให้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงยั่งยืนได้อย่างไร 
  • คำถามที่กรรมการฯ ถามต่อกรรมการสถานศึกษา ชุมชน ฯลฯ (อย่างน้อย)  ๓ ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 
    • รู้ เข้าใจ มีความเห็น ต่อปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงอย่างไร 
    • มีความพึงพอใจต่อผลผลิต (หมายถึงนักเรียน พฤติกรรม) ของโรงเรียนอย่างไร 
    • ได้เรียนรู้ หรือ แลกเปลี่ยนความรู้ (ปศพพ.) หรือ มีส่วนร่วมในการพัฒนานักเรียน หรือ กำหนดแนวทางในการพัฒนาโรงเรียน และ ได้สะท้อนผลลัพธ์ให้กับทางโรงเรียนหรือครูอย่างไร 
วิธีคิดคะแนนง่ายๆ ในการประเมินที่กรรมหารสื่อสารต่อผู้รับการประเมินคือ เบื้องต้นจะให้คะแนนไว้ก่อน ๑๐๐ คะแนนเต็ม (ตามเกณฑ์ก้าวหน้า) ภาคเช้าจะตรวจด้าน ผอ. ครู และกรรมการสถานศึกษา ตอนบ่ายจะไปให้คะแนนนักเรียน หากไม่มีที่บกพร่องที่ต้องปรับปรุงแก้ไขก็จะไม่หักคะแนนใดๆ แต่ถ้ามีที่ติจุดไหนก็จะลบคะแนนตามสมควรพร้อมกับให้ความเห็น เป็นการประเมินเชิงพัฒนา

ผมมองว่ากระบวนการและกิจกรรมการประเมินที่โรงเรียนบ้านเป้าวิทยา ได้รับอิทธิพลจากบันทึกที่เขียนเกี่ยวกับการประเมินฯ ที่เกิดขึ้นที่โรงเรียนโนนสังวิทยาคารอย่างมากๆ กระบวนการต่างๆ ออกแบบคล้ายกัน ต่างกันเพียงเป็นคณะกรรมการฯ คนละชุด อย่างไรก็ดี ผมคิดว่า กรรมการไม่ได้ให้คะแนนหรือหักคะแนนกับ "รูปแบบ" ของการเตรียมรับการประเมินฯ จะเห็นได้จากที่ ภาคเช้ากรรมการฯ บอกว่า โรงเรียนบ้านเป้ายังได้คะแนนเต็ม


 




 ดูรูปทั้งหมดที่นี่ 

บันทึกต่อไป มาเรียนรู้จากบ้านเป้าฯ กันครับ

วันอาทิตย์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

SEEN มหาสารคาม _๑๖ : ขับเคลื่อน ปศพพ. สู่โรงเรียนนาดูนประชาสรรพ์ (๕) "รักและหวงแหนภาษาไทย"

ผมประทับใจนักเรียนคนหนึ่งมากจน "น้ำตาไหล" แบบไม่อายใคร ในขณะที่ฟังเขาพูดนำเสนอเกี่ยวก้บ "การใช้ภาษาไทยของเด็กไทยสมัยนี้" 

อุปนิสัยพอเพียงประการสำคัญ คือการ "รู้จักตนเอง" เพราะคนที่จะ "รู้จักตนเอง" จะสามารถตัดสินใจให้ "พอประมาณ" กับตนเองได้ และถ้าตัดสินใจอย่างพอประมาณกับตนเองจนเป็นนิสัยแล้ว จะเป็นคนที่ "พอเพียง" ในสิ่งที่ตนเองมี ตนเองเป็น และจะเริ่ม "มองเห็น" ประโยชน์ส่วนรวม และนี่เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของการ เสียสละ และอุทิสตนต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง...









ผมบันทึกเสียงการนำเสนอของนักเรียนในภาพไว้ แต่ไม่สะดวกนักในการค้นหาตอนนี้ จึงอยากฝาก ท่าน ผอ. สุรเชษฐ์ หรือ อาจารย์รักศักดิ์ ช่วยโพสท์ต่อบันทึกนี้ให้หน่อยว่า เขาชื่ออะไร เรียนอยู่ชั้นไหน อาจเป็นประโยชน์สำหรับนักเรียนคนอื่นๆ อยากจะไปเรียนรู้จากเขาว่า ทำอย่างไร จึงได้เกิด อุปนิสัยพอเพียง จนติดเป็นอุดมนิสัย "รักภาษาไทย" ขนาดนี้ได้

น้องฮีโร่ของผมไม่เฉพาะแสดง "ฉันทะ" ผ่านการสนทนานำเสนอเท่านั้น แต่คุณก้อย (ทีมขับเคลื่อนฯของเรา) บอกว่า เขาจะแต่งกลอนเองเป็นกิจวัตร และสะสมกลอนที่ผ่านการแต่งแล้วอย่างดีไว้ในสมุด "ล็อคบุค" (สมุดบัญชีปกสีน้ำเงิน) สะท้อนว่า "วิริยะ จิตตะ" และ "วิมังสา" พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง

ผมถามน้องว่า เกิด "ความคิด" "ความเห็น" หรือ "ความรู้สึก" นี้ตอนไหน ตั้งแต่เมื่อไหร่ ... เสียดายที่ผมจับคำตอบไม่ได้ ... จับได้เพียงว่า ครูภาษาไทย มีส่วนอย่างยิ่ง ...


ผมได้เรียนรู้ว่า คำว่า "จุงเบย" ที่วัยรุ่นมักคุยโต้ตอบกันในสังคมออนไลน์กันในขณะนี้ เป็นภาษาเขมร แปลว่า "จูงควาย"  แต่ก่อนมีคนบอกผมว่า ที่เป็น จุงเบย เพราะพิมพ์ผิด แป้นพิมพ์สระอุอยู่ใกล้ไม้หันอากาศ และ ลอ-ลิง อยู่ใกล้แป้นพิมพ์ บอใบไม้ ... ซึ่งก็สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง ....

ที่ผมถึงกับ "น้ำตาซึม" เพราะ การนำเสนอ บรรยากาศตอนนั้น ทำให้ผมนึกถึง พระราชดำรัสของในหลวง ที่ทรงเน้นให้คนไทย "รักและหวงแหน" ภาษาไทย ใช้ภาษาไทยให้ถูกต้อง คณะทำงานฯ ผู้ใหญ่ในประเทศฯ ถึงกับบรรจุไว้เป็นแนวการจัดการศึกษาใน พ.ร.บ. การศึกษา  (อ่านได้ที่นี่ ) คิดถึงตรงนี้ ใจผมก็มีปีติยินดีว่า ผมพบอนาคตของ "ภาษาไทย" ที่น่าจะ "ยั่งยืน" ในตัวของเขาต่อไป

วันพฤหัสบดีที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

SEEN มหาสารคาม _๑๕ : ขับเคลื่อน ปศพพ. สู่โรงเรียนนาดูนประชาสรรพ์ (๔) เชื่อมโยง ๔ มิติ และ "๓ เชื่อม"

บันทึกที่ ๑...
บันทึกที่ ๒...
บันทึกที่ ๓...
บันทึกที่ ๔...

ก่อนที่จะแยกกลุ่มทำ Work Shop ผมนำข้อเสนอแนะ "หลักการขับเคลื่อนฯ " ของ รศ.ดร.ทิศนา แขมมณี ที่ผมเคยเรียบเรียงเป็น "ภาพ" ไว้ที่นี่  (ขยายความไว้ที่นี่ และที่นี่)

ดังที่ได้ "เน้น" แล้วในบันทึกที่ ๒ ว่า ในการขับเคลื่อนฯ ด้วย "หลักคิดของเศรษฐกิจพอเพียง" นั้น จำเป็นจะต้อง ศึกษาเรียนรู้ให้ "รู้จักตนเอง" เสียก่อน  ในทางปฏิบัติสำหรับการขับเคลื่อนฯ ในโรงเรียน คำว่า "ตนเอง" ในที่นี้หมายถึง "โรงเรียน" การพิจารณาให้รู้จัก "ตนเอง" ควรครอบคลุมทั้ง ๔ มิติ ที่โรงเรียน "มีอยู่" หรือ "เป็นอยู่" เช่น 
  • วัตถุ/เศรษฐกิจ   คือ วัสดุ อุปกรณ์ สื่อ-โสต-ไอซีที ฐานการเรียนรู้ แหล่งเรียนรู้ทางกายภาพ / งบประมาณของโรงเรียน สภาพเศรษฐกิจของโรงเรียนและชุมชน ฯลฯ 
  • สังคม คือ อาจจะพิจารณา ๓ ระดับ ๑) เริ่มที่ความ "โลภ โกรธ หลง" ของผู้คนภายในโรงเรียนและผู้ที่เกี่ยวข้องในขณะปัจจุบัน เช่น ผู้ปกครอง หรือคณะกรรมการสถานศึกษา ฯลฯ ว่า รุนแรงจนส่งผลให้เกิด "ปัญหาสังคม" หรือไม่ กลุ่มบุคคลที่มีน้อย อาจเหมาะสมที่จะเป็นแกนนำ ๒) พิจารณาดูความสมัครสมานสามัคคีของคนในโรงเรียน หรือโรงเรียนกับชุมชน คือ ดูความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลต่างๆ  และ ๓) ดูระดับของการเสียสละ แบ่งปัน หรือ อุดมการณ์ต่อการทำเพื่อส่วนรวมของคนหรือสังคม 
  • วัฒนธรรม คือ พิจารณาดูวัฒนธรรมองค์กรของโรงเรียน และจุดเด่นด้านวัฒนธรรมของชุมชนและท้องถิ่น
  • ด้านสิ่งแวดล้อม นอกจะพิจารณาสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่มีอยู่ของโรงเรียนแล้ว ควรพิจารณาถึง ระดับของความตระหนักต่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของคนด้วย รวมถึง "ผลกระทบ" ต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาหรือการกระทำของคน 
และการขับเคลื่อนฯ สู่โรงเรียนนั้น ผมได้เรียนรู้จากประสบการณ์การร่วมประเมินโรงเรียนศูนย์ฯ พบว่า ปัญหาของการขับเคลื่อนส่วนหนึ่ง คือ การมุ่งเพียงถอดบทเรียนใหนักเรียน "ตีความ" เข้าใจในหลัก ๓ ห่วง ๒ เงื่อนไข แต่ไม่ได้เน้นการนำไปใช้จริง โดยเฉพาะการนำไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งต้องพิจารณาถึง หลัก ๔ มิติ และสิ่งที่สำคัญที่ต้องคำนึงถึงคือ ผลลัพธ์ที่ต้อง "ยั่งยืน" และ "พร้อมรับการเปลี่ยนเแปลง" สรุปคือ การขับเคลื่อน ปศพพ. นั้นไม่ใช่เพียงทำความเข้าใจ ๓ ห่วง ๒ เงื่อนไขเท่านั้น แต่ต้อง ไปถึง ๔ มิติ สู่ความ "ยั่งยืน พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง" ด้วย

หลักในการนำ ปศพพ. ไปใช้ในสถานศึกษาที่เสนอโดย ดร.ทิศนา แขมมณี กำหนดไว้ใน ๓ แนวทางหลัก ได้แก่ การขับเคลื่อนฯ ในห้องเรียน คือ ผ่านการเรียนการสอน การขับเคลื่อนฯ ด้วยกิจกรรมส่งเสริมฯ และ การขับเคลื่อนฯ  สู่กิจวัตรประจำวันของนักเรียน หรือลงสู่ชีวิตจริงๆ  ดังรูป



ในการขับเคลื่อนฯ ที่ ร.ร.นาดูนประชาสรรพ์ มีตัวอย่างการถอดบทเรียนกิจกรรมการขับเคลื่อนฯ โดยใช้แนวทางนี้เป็นหลัก ดังภาพด้านล่าง




ผมขอชื่นชมว่า ครูอาจารย์กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ถอดบทเรียนได้อย่างชัดเจนว่า ได้ทำกิจกรรมอะไรบ้าง และได้ฝึกทักษะชีวิตที่จำเป็นสำหรับการดำเนินชีวิตหลากหลายประการ และจัดการเรียนรู้โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยเน้นทักษะการคิดและทักษะการทำงานกลุ่ม  แต่สิ่งที่ยังไม่มั่นใจคือ ห่วงทั้ง ๓ นี้ "เชื่อม" หรือ "ไม่เชื่อม" ตามรูปด้านล่าง


เพราะ ถ้า "ไม่เชื่อมโยงกัน" จะทำให้ทั้งครูอาจารย์และนักเรียนต้องทำงานหนัก มีกิจกรรมมากมาย สิ่งที่เรียนในห้องก็ไม่เสริมความเข้าใจในกิจกรรม และไม่ได้นำไปใช้ในชีวิตจริงๆ  แต่ถ้า "เชื่อมโยงกัน" ผมมั่นใจว่า จะทำให้ "งานลดลง"  แน่นอน

ขอเสนอให้ ท่านอาจารย์ เขียนบันทึกเพื่ออธิบาย ความเชื่อมโยงของกิจกรรมต่างๆ ตามรูปที่ท่านได้ถอดบทเรียนออกมาอย่างดีนั้นแล้ว เพื่อให้เพื่อนผู้กำลังขับเคลื่อนฯ ได้อ่าน เป็น "วิทยาทาน" จะอนุโมทนายิ่งครับ


วันอังคารที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

SEEN มหาสารคาม _๑๔ : ขับเคลื่อน ปศพพ. สู่โรงเรียนนาดูนประชาสรรพ์ (๔) ถอดบทเรียนเชื่อมโยง

บันทึกที่ ๑...
บันทึกที่ ๒...
บันทึกที่ ๓...

หลังจากเน้นให้ ทุกคนตระหนักถึง "พื้นฐาน" ของการขับเคลื่อน ปศพพ. คือ "พลัง ๕" และ สิ่งแรกที่ต้องคำนึกถึงในการขับเคลือนฯ คือ "รู้จักตนเอง" แล้ว ผมได้บรรยายเพื่อจะ เน้นย้ำว่า "ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา" ที่เราจะนำมาใช้ในโรงเรียนนั้นควรมองเป็น "หลักคิด" คือ "หลักคิดของเศรษฐกิจพอเพียง" โดยใช้วิธีการอธิบายที่ผมเขียนไว้ที่นี่ และเสนอเป้าหมายรายทางระหว่างนำ "หลักคิด" ไปใช้ ได้แก่ ใช้หลักคิด -> วิธีปฏิบัติ -> แนวปฏิบัติที่ดี -> หลักปฏบัติ -> ผลลัพธ์ที่ภูมิใจ -> ขยายผลสู่ผู้อื่น ซึ่งได้เขียนอธิบายไว้ที่นี่  ก่อนจะมอบหมายให้ ครูและนักเรียนแบ่งเป็นกลุ่มย่อย เพื่อ ระดมสมองใน ๒ ประเด็น ได้แก่
  • การนำ "หลักคิดของเศรษฐกิจพอเพียง" ไปใช้ในโรงเรียน ตามบทบาทหน้าที่ของตน
  • การนำ "หลักคิดของเศรษฐกิจพอเพียง" ไปใช้ในชีวิตประจำวัน
ก่อนจะใหัพักรับประทานอาหารเที่ยง แล้วนำกลับมานำเสนอในภาคบ่าย ผมพบว่า การสื่อสารของผมไม่ค่อยดีนัก เพราะมีคำถามมากมาย จึงปรับวิธีการโดยใช้การอธิบายในกลุ่มย่อยทีละกลุ่ม และปล่อยให้แต่กลุ่มมีอิสระ ในการะดมความคิด ผลกลับกลายเป็นดีมาก เพราะมีการนำเสนอที่หลากเรื่องหลายประเด็น  ต่อไปนี้เป็นประเด็นสำคัญๆ ที่ผมได้ให้ "ความเห็น" หรือ "คอมเมนต์" กับตัวแทนกลุ่มที่ได้ออกมานำเสนอ 


ถอดบทเรียนให้เชื่อมโยง

เท่าที่ผ่านมา วิธีการที่ถือว่า "เป็นแนวปฏิบัติที่ดี" ในการขับเคลื่อนฯ ให้ "เข้าใจ" หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง คือ การตีความเชื่อมโยงสิ่งที่ทำแล้วหรือกำลังจะทำ ให้เข้ากับ ๓ ห่วง ๒ เงื่อนไข ๔ มิติ ตามกรอบคิดเศรษฐกิจพอเพียง (ผมจัดระดับบทบาทของการขับเคลื่อนฯ แบบนี้อยู่ในระดับ ๒ อ่านได้ที่นี่)  ดังภาพด้านล่าง


จากภาพ จะเห็นว่า
  • เป็นการตีความสิ่งที่ทำคือ ค่ายคณิตศาสตร์ ให้เข้ากับ "ทฤษฎี ๓ ห่วง ๒ เงื่อนไข ๔ มิติ" เราเรียกในภาษาพูดของการขับเคลื่อนฯ ว่า ถอดบทเรียนแบบ "จับใส่กล่อง"  ประโยชน์คือ จะทำให้เกิดทักษะในการตีความ แยกแยะ วิเคราะห์  และเกิดความเข้าใจในหลัก ปศพพ. มากขึ้น 
  • เห็นตัวอย่างองค์ประกอบต่างๆ ของแต่ละห่วง แต่ละเงื่อน แต่ละมิติ แต่จะไม่เห็นวิธีการขั้นตอนในการปฏิบัติมากนัก  กล่าวคือ จะเห็นแต่ "หลักคิด" แต่ไม่เห็น "หลักปฏิบัติ" หรือ "แนวปฏิบัติ" ในการจัดค่ายคณิตศาสตร์  จะถอดบทเรียนกิจกรรมอะไร ผลจะได้คล้ายๆ กัน แยกไม่ออก  อย่างไรก็ตาม ผู้นำเสนอได้อธิบายขั้นตอนและวิธีโดยละเอียด 
ที่เห็นโดยทั่วไป การถอดบทเรียนในลักษณะเดียวกันนี้ จะใช้รูปหรือสีที่สวยงาม แต่ไม่ได้สื่อความหมายรูปนั้นกับข้อความ...  ผมเรียกการถอดบทเรียนแบบนี้ว่า "การถอดบทเรียนแบบดอกไม้"  ซึ่งสามารถแยกได้เป็นดอกไม้แต่ละดอกแยกกันดังรูป





ข้อ "คอมเมนต์" หรือ "ความเห็น" ของผมคือ  ลักษณะประการสำคัญของ "หลักคิดของเศรษฐกิจพอเพียง" คือ ทั้ง ๓ ห่วง จะร้อยเรียงไม่แยกจากกัน ดังนั้นการถอดบทเรียนควรจะแสดงให้เห็นถึง "ความเชื่อมโยง" และในการถอดบทเรียนควรกระตุ้นให้นักเรียนคิดละเอียดถึงขั้นตอน วิธี หรือแนวปฏิบัติในการทำสิ่งนั้นๆ  ตัวอย่างเช่น การถอดบทเรียนลงใน "พวงผลไม้" ดังรูป



หากจะให้ดี หรือ หากทำได้ ควรท้าทายให้นักเรียนใช้ Mind Mapping แสดงความเชื่อมโยงของแต่ละองค์ประกอบของการทำงาน ว่ามีเชื่อมโยง ๓ ห่วง ๒ เงื่อนไข ๔ มิติอย่างไร  หรืออาจใช้ "พวงองุ่น" ที่เชื่อมโยงกันหลายมิติ ฯลฯ